เปิดเส้นชัย 'ต๊อบ-อิทธิพัทธ์' ปีที่ 21 นำ 'เถ้าแก่น้อย'ครองใจคนทั่วโลก  

เปิดเส้นชัย 'ต๊อบ-อิทธิพัทธ์' ปีที่ 21 นำ 'เถ้าแก่น้อย'ครองใจคนทั่วโลก  

ตลาดสาหร่ายไทยมูลค่า 3,000 ล้านบาทคึกคัก เถ้าแก่น้อย วางกลยุทธ์ ทั้ง Go Board Go Global การใช้ Idol Marketing เปิดช้อปเถ้าแก่น้อยแลนด์ มุ่งทำตลาดเทรดดิชั่นนอลเทรด มั่นใจรักษาผู้นำตลาดสาหร่าย  'ต๊อบ อิทธิพัทธ์' เร่งสร้างแบรนด์สู่โกลบอล  

แบรนด์เถ้าแก่น้อยที่อยู่ในตลาดไทยมาเป็นระยะเวลาร่วม 20 ปี จากผู้ก่อตั้งนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง “ต๊อบ อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์” สร้างแบรนด์ เถ้าแก่น้อย ในช่วงอายุ 19 ปี ที่มีแรงบันดาลใจ สร้างธุรกิจนี้ขึ้นมา เนื่องจากครอบครัวประสบปัญหาหนี้สินรวม 40 ล้านบาทจึงอยากช่วยเหลือครอบครัว ซึ่งจากความมุ่งมั่นและพยายาม เรียนรู้และพัฒนาสูตรสาหร่าย ทำให้ธุรกิจเล็กๆ นี้มีการเติบโตสู่ธุรกิจเถ้าแก่น้อยหมื่นล้านบาท พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์ผู้นำตลาดสาหร่ายในไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 65% และเป็นผู้นำตลาดสาหร่ายไทยในทุกเชคเม้นท์ สำหรับตลาดสาหร่ายในไทยมีมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านบาท

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มภาพรวมตลาดสาหร่ายในปี 2566 มีแนวโน้มที่ขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง จากนักท่องเที่ยวที่กลับมาเข้ามาในประเทศมากขึ้น และกำลังซื้อในประเทศไทยที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวแล้ว ทำให้บริษัทได้เตรียมแผนองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อวางแผนสร้างองค์กรเติบโตระยะยาว

เปิดเส้นชัย 'ต๊อบ-อิทธิพัทธ์' ปีที่ 21 นำ 'เถ้าแก่น้อย'ครองใจคนทั่วโลก   กลยุทธ์การขยายในไทย จะใช้ทั้ง Go Board และ Go Global กับการขยายตลาดไทยและตลาดต่างประเทศ โดยการใช้ Go Board ที่จะขยายฐานธุรกิจ สินค้า และตลาดในไทยให้กว้างขึ้น ทำให้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการแต่งตั้งพันธมิตรศูนย์กระจายสินค้ารวม 14 แห่งทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ครอบคลุมช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิม หรือ เทรดดิชั่นนอล เทรดให้ลึกขึ้น จากเดิมเป็นบริษัท ดีเคเอชเอส

พร้อมมีการปรับแผนใหม่ที่กลับมาเปิด “เถ้าแก่น้อยแลนด์” อาณาจักรสาหร่ายเถ้าแก่น้อย แบบ One Stop Shopping จำนวน 5 สาขาในปีนี้ โดยปรับการเปิดสาขาให้มีขนาดเล็กลงพื้นที่ 50 ตร.ม. จากเดิมพื้นที่ขนาดใหญ่ 200-300 ตร.ม. ซึ่งได้เปิดสาขาที่ เอเชียทีค เป็นสาขาแรก พบว่าผลตอบรับดีมาก เนื่องจากกลุ่มลูกค้า จากประเทศอาเซียนให้ความสนใจสินค้าสูงมาก ทั้งจากมาเลเซีย เกาหลี ใต้หวัน และอินโดนีเซีย ที่กลายเป็นกลุ่มลูกค้าหลักสัดส่วนประมาณ 80% จากเดินร้านจะมีลูกค้าหลักเป็น นักท่องเที่ยวจีน 90% แต่ในปัจจุบันยังกลับมาไม่เต็มที่

“ในช่วงโควิด ได้ปิดร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ ที่มีอยู่ 10 สาขา โดยยอดขายของร้านในช่วงที่ผ่านมา จะอยู่ที่ 300 ล้านบาท เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายระดับสูง แต่การปรับมาเปิดร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ใหม่ในปีนี้ จะเน้นขนาดพื้นที่เล็กลง และเน้นสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของเถ้าแก่น้อย ที่สร้างยอดขายและผลกำไรดี”

พร้อมกันนี้ จะรุกการเปิดช้อปใหม่ที่เปิดเป็น คอร์นเนอร์ ขนาดเล็ก ตามพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง เพื่อทำให้ทำให้บริษัทสามารถดูแลค่าใช้จ่ายและบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น

นอกจากนี้บริษัทได้มุ่งบริหารจัดการระบบการผลิตใหม่ โดยปรับลดจำนวนพนักงานที่มีอยู่ 3,000 คน ให้เหลือ 2,000 คน เพื่อให้การผลิตเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและการบริหารจัดการต้นทุน

เปิดเส้นชัย 'ต๊อบ-อิทธิพัทธ์' ปีที่ 21 นำ 'เถ้าแก่น้อย'ครองใจคนทั่วโลก   อีกกลยุทธ์ที่รุกตลาด กับการใช้ “Idol Marketing” ที่สร้างการจดจำ และสร้างการรับรู้ในวงกว้างมาตลอด โดยบริษัทได้ใช้กลยุทธ์นี้มาต่อเนื่องและสร้างผลตอบรับที่ดี รวมถึงสามารถสร้างการเป็นผู้นำเทรนด์ Trend Setter ให้อยู่ในกระแส จึงได้มีการดึง 3 แบรนด์แอมบาสเดอร์  “กลัฟ คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และ ซี พฤกษ์ พานิช - นุนิว ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์” ผู้นำเทรนด์ในกระแส มาร่วมสร้างการรับรู้สู่กลุ่มเป้าหมายและตลาดต่างประเทศที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวนรวม 30 ล้านคนในปีนี้

เปิดเส้นชัย 'ต๊อบ-อิทธิพัทธ์' ปีที่ 21 นำ 'เถ้าแก่น้อย'ครองใจคนทั่วโลก   อีกทั้งบริษัทได้มีการจัดงาน “TAO KAE NOI GLOBAL FUN FAIR” ที่เป็นการรวมกันระหว่าง 3 แบรนด์แอมบาสเดอร์  “กลัฟ คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และ ซี พฤกษ์ พานิช - นุนิว ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์” ผู้นำเทรนด์ในกระแส สร้างการรับรู้สู่กลุ่มเป้าหมายและตลาดในระดับสากล พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ส่วนการขยาย Go Global จะขยายตลาดในต่างประเทศ และการสร้างแบรนด์สู่ โกลบอลแบรนด์มากขึ้น จากในปัจจุบันมีการจัดจำหน่ายในช่องทางชั้นนำทั่วโลก อาทิ Hema, Ole, Walmart, 7-11, Costco, Wholefood

อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาดต่างประเทศ ที่เถ้าแก่น้อย มีจำหน่ายอยู่ใน 50 ประเทศ โดยมีประเทศดาวรุ่งที่สร้างยอดขายได้สูงประมาณ 10 ประเทศ อาทิ จีน สหรัฐ เวียดนาม ยุโรปและ แคนาดา อินโดนีเซีย เป็นต้น  ซึ่งในตลาดจีนบริษัทได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวแทนจำหน่ายสินค้าในปีก่อน และบริษัทสามารถเข้าไปซื้อข้อมูลตลาดได้เองแล้ว ซึ่งพบว่า ผลการนำนักแสดงยอดนิยมของไทยอย่าง ซี-นุนิว ไปไลฟ์ขายสินค้าในแต่ละครั้งสร้างยอดขายได้ถึง 8-9 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมยอดขายในจีนช่วงโควิด จะลดลงที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท จากที่ผ่านมาจะอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท แต่ในปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่องแล้ว

เปิดเส้นชัย 'ต๊อบ-อิทธิพัทธ์' ปีที่ 21 นำ 'เถ้าแก่น้อย'ครองใจคนทั่วโลก   ตลาดสหรัฐมียอดขายเติบโตขึ้นถึง 70% ในปีก่อน ซึ่งหากในต่างประเทศสามารถสร้างยอดขายได้ดีต่อเนื่อง ในระยะยาว บริษัทอาจจะสนใจออกไปจัดตั้งโรงงานในต่างประเทศ

จากการปรับกลยุทธ์ของเถ้าแก่น้อยทั้งหมด ที่มีเป้าหมายสู่การเป็น แบรนด์ "เถ้าแก่น้อย" ที่คนทั่วโลก ต่างรู้จักในอีก 5-10 ปีข้างหน้า พร้อมกับวางเป้าหมายจะสร้างยอดขายเติบโต ทั้งรายได้และกำไร เป็นตัวเลขสองหลักต่อเนื่องในอีก 10 ปีนับจากนี้ โดยภาพรวมยอดขายของบริษัทในปัจจุบัน จะมาจากตลาดในประเทศ 40% และตลาดต่างประเทศ 60%