ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่ม ท่องเที่ยวฟื้น ไทยและต่างชาติเดินทาง หนุนการใช้จ่าย บริโภคเพิ่ม ปุกอุตสาหกรรมอาหาร "อาฟเตอร์ ยู" เร่งเกาะแรงส่ง เปิดร้านเพิ่ม เร่งโมเดลมาร์เก็ต เพลส ป๊อปอัพ สโตร์ ร้านกาแฟ "มิกก้า" เน้นเฟรนไชส์ ด้านผลงานปี 65 โกย "กำไร" โตแรง 2,850%
ปิดปี 2565 บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด(มหาชน) เจ้าของร้านขนมหวาน “อาฟเตอร์ยู” ร้านกาแฟ “มิกก้า” ร้านขายผลไม้ “ลูกก๊อ” ผลงานกลับมาเติบโต โดยภาพรวมทั้งปีทำรายได้จากการขาย 938 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ปัจจัยเพราะยอดขายของร้านขนมหวานกลับมา สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ออกมารับประทานอาหารที่ร้านมากขึ้น นักท่องเที่ยวต่างชาติพื้นตัวต่อเนื่อง หลังโควิดคลี่คลาย
ด้าน “กำไรสุทธิ” ทั้งปีอยู่ที่ 118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,850% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น แม้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจะขยับขึ้น แต่สัดส่วนขึ้นยังน้อยกว่าความสามารถในการทำกำไร เนื่องจากบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี และเกิดการประหยัดจากขนาดหรือ Economies of scale
แผนปี 2566 “อาฟเตอร์ ยู” พร้อมเดินเกมรุกต่อเนื่อง อย่างร้านอาฟเตอร์ ยู มาร์เก็ตเพลส จะเปิดร้านเพิ่มประมาณ 8 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 7 สาขา และต่างจังหวัด 1 สาขา จากปี 2565 บริษัทมีร้านอาฟเตอร์ยูทั้งสิ้น 51 สาขา ทั้งปีเปิดร้าน 11 สาขา แบ่งเป็นร้านขนมหวานใหญ่ 6 สาขา และมาร์เก็ตเพลส 5 สาขา
นอกจากนี้ ร้านรูปแบบป๊อปอัพ สโตร์ หรือเสมือการออกบูธในรูปแบบใหม่ ด้วยการมุ่งเจาะสถานที่ท่องเที่ยวสอดคล้องกับฤดูกาลต่างๆ เจาะ Destination ที่มีนักเดินทาง นักท่องเที่ยวหนาแน่น ร้านจะสร้างสรรค์เมนูพิเศษรับกับบรรยากาศและทำเลต่างๆ ซึ่งปี 2566 จะเห็นอย่างต่อเนื่อง โดยฤดูร้อน จะมีป๊อปอัพ สโตร์คอนเซปต์ After You on the beach ฤดูหนาวมี After You into the wood ซึ่งที่ผ่านมาเปิดแล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ ร้านอาหาร Midwinter เขาใหญ่ และนิมมาน ซอย 3 เชียงใหม่
ขณะที่แบรนด์ “มิกก้า” ร้านกาแฟ ปี 2566 จะเปิดร้านเพิ่ม 4-5 สาขา จากปัจจุบันบริษัทบริหารร้านเอง 10 สาขา อีกด้านคือมุ่งขยายแฟรนไชส์ให้แตะ 150 สาขา จากปี 2565 มีแฟรนไชส์ 109 สาขา ส่วนแบรนด์ “ลูกก๊อ” ร้านผลไม้บริษัทมองหาโอกาสเปิดสาขาเพิ่มให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล จากปัจจุบันมีร้าน 5 สาขา
สำหรับโครงสร้างรายได้ของอาฟเตอร์ยู ร้านขนมหวานและเครื่องดื่มยังทำเงินสูงสุด 83.9% ตามด้วยขายสินค้าและวัตถุดิบ 8% การขายและจัดงานนอกสถานที่(แคเทอริ่ง)6.3% และค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 1.8%
จากมองดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปี 2565 ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น จากเศรษฐกิจฟื้นตัว โควิดคลี่คลายปลุกชีพการท่องเที่ยว ทั้งคนไทยและต่างชาติมีการเดินทางทั่วไทย บริษัทจึงมองว่าปัจจัยดังกล่าวจะปลุกการจับจ่ายใช้สอบของผู้บริโภคให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนราคาน้ำมันที่เป็นตัวแปรกระทบต้นทุนการผลิตยังคงตัว จะเป็นอีกหนึ่งแรงส่งต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ทั้งหมดจึงมองว่าจะส่งผลบวกต่ออุสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงอาหารและค้าปลีกที่บริษัทดำเนินการอยู่





