background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ปัจจัยเสี่ยงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย PERFECT STORM ที่ SMEs พึงระมัดระวัง

ปัจจัยเสี่ยงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย PERFECT STORM ที่ SMEs พึงระมัดระวัง

ระยะเวลาที่เหลือในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 จนถึงปีหน้า จึงเต็มไปด้วย Perfect Storm ที่ SMEs จะต้องเผชิญ ต้องระมัดระวัง เอาตัวรอดให้ได้ !

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SME Sentiment Index:SMESI) ประจำเดือนสิงหาคม 2566 เปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่าค่าดัชนี SMESI ยู่ที่ระดับ 51.4 ลดลงจากระดับ 52.0 จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอลง ปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้งลดลง ตามภาระค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อความมั่นใจในการลงทุนของผู้ประกอบการและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ทำให้กระทบกับยอดขายและปริมาณการผลิต/การบริการเกือบทุกภาคธุรกิจ 

SMEs ที่เผชิญกับวิกฤติโควิดมายาวนานเกือบ 3 ปี เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ไดรับผลกระทบมากที่สุด เป็นกลุ่มที่เป็น NPL สูงที่สุดของสถาบันการเงิน ต้องปิดกิจการเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ภาวะวิกฤติโควิดจะเบาบางลง เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ฟื้นตัวดีกว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 จากมุมมองของ SCB Economic Intelligence Center (SCB EIC) แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงจากหลายปัจจัย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ SME จึงมีค่าลดลง SMEs ยังมีความเปราะบางจากปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ต้องระมัดระวัง

ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสำคัญอันดับแรกคือกระแสเงินสดของกิจการ ในปี 2566 SCBEIC คาดการการณ์ว่า ธุรกิจที่มีกำไรน้อยกว่าภาระดอกเบี้ยที่จ่าย เพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่มธุรกิจ SME โดยมีสัดส่วนถึง 29% เทียบกับปี 2564 ก่อนโควิด มีอยู่ 16%  อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาคธุรกิจแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูง ส่งผลต่อความอ่อนไหวของภาคธุรกิจ SMEs ภาระหนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูง 

โดยสัดส่วน 57% มีหนี้เกิน 100,000 บาท ต่อคน และ 4% มีหนี้เกิน 1 ล้านบาทต่อคน โดยคนไทยมีหนี้เฉลี่ยประมาณ 520,000 บาท ต่อคน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP อยู่ที่ 90.6 % เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล 39% สินเชื่อบัตรเครดิต 29% สินเชื่อการเกษตร 12% สินเชื่อรถยนต์ 10% สินเชื่อรถจักรยานยนต์ 2% สินเชื่อที่อยู่อาศัย 4% สินเชื่อธุรกิจมีเพียงแค่ 4% กลุ่มหนี้ครัวเรือนไทยกระจุกตัวอยู่ที่สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นหนี้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยไม่ใช่หนี้เพื่อการลงทุน 

ส่งผลต่อการกดดันในระยะยาวต่อการบริโภคของคนในประเทศที่ลดลง เนื่องจากรายได้ที่เข้ามาต้องนำไปชำระหนี้ กำลังซื้อของคนไทยจึงมีแนวโน้มที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs ในการจำหน่ายสินค้าและบริการทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามประมาณการ จนไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ และมีแนวโน้มที่ NPLจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต คาดว่าโลกจะเผชิญเอลนิโญจนถึงปีหน้า หรืออาจจะนานกว่านั้น จากปริมาณน้ำฝนในช่วงสิงหาคม 2566 ภาพรวมทั้งประเทศไทยน้อยลงกว่าช่วงปีที่ผ่านมาถึง 27%

ส่งผลกระทบต่อการผลิตในภาคเกษตร ทั้งข้าวและอ้อยมีราคาที่แพง ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลต่อเงินเฟ้อในปีหน้า ซึ่งผลต่อการฉุดเศรษฐกิจให้ซบเซาได้ในที่สุด การส่งออกของไทยทีดีขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2565 แต่จากการซบเซาของภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าทั่วโลก โดยเฉพาะจีนที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ของไทยก็ชะลอตัว 

ในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2565 ดัชนีการส่งออกของไทยลดลง 15% กระทบต่อภาคการส่งออก ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ของไทยลดลง 7% รัฐบาลตั้งความหวังจะสร้างรายได้จากภาคการท่องเที่ยว โดยเปิดฟรีวีซ่ารับนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน

แต่นักท่องเที่ยวยังคงใช้จ่ายอย่างประหยัด นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวได้ดี เกือบ 17 ล้านคน ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา อาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ในปีหน้า การใช้จ่ายภาครัฐที่ชะลอตัวจากการตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า รวมถึงการชำระหนี้เงินกู้ภาครัฐและงบลงทุนที่ถูกใช้ในระดับที่ต่ำ ทำให้เศรษฐกิจไม่ได้รับการกระตุ้นมากนัก ความหวังที่ GDP จะเติบโตมากว่า 4% อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้รับแต่ข่าวไม่ดี มากกว่าข่าวดี ระยะเวลาที่เหลือในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 จนถึงปีหน้า จึงเต็มไปด้วย Perfect Storm ที่ SMEs จะต้องเผชิญ ต้องระมัดระวัง เอาตัวรอดให้ได้ครับ...