แม้ที่ผ่านมา “ดอกเบี้ย” เป็นขาขึ้น ! แต่ “ทองคำ” กลับไม่ร่วงแรงเหมือนสถิติเคยบันทึกไว้ หรือครั้งนี้ทองคำจะมี “สตอรี่” อะไรแอบซ่อนไว้ แถม “กูรู” ส่งซิกปลายปีนี้ ! มีโอกาสราคาทองคำพุ่งทำ “จุดนิวไฮใหม่” หากดอกเบี้ยนิ่ง
เคยสงสัยไหม... !? เหตุใดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขยับดอกเบี้ยขึ้นมาต่อเนื่อง จนกระทั้งปัจจุบันแตะระดับ 5.25-5.50% แล้ว แต่ “ทองคำ” สินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำ กลับไม่ “ร่วงแรง” ซึ่ง 1 ปีที่ผ่านมา จะเห็นหลายประเทศทั้ง สหรัฐ , ยุโรป หรือประเทศในเอเชีย ต่างพยายามปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม “เฟด” เพราะเมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยเงินก็จะไหลไปสู่ “ดอลลาร์” ที่ให้ดอกเบี้ยระดับสูงขึ้น ทำให้ประเทศเล็ก ๆ เงินไหลออกรุนแรง หากไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ทองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ที่มีไว้แล้วอุ่นใจดีช่วงที่มีปัญหาเศรษฐกิจ แถมยังจัดการความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ดี ดังนั้น หากความกังวลในประเด็นเหล่านี้ยังมีอยู่ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ราคาทองก็มีโอกาสขยับขึ้นได้อีก แต่ในทางกลับกัน ถ้าวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐคลี่คลายได้ ความกังวลเศรษฐกิจถดถอยเริ่มเบาบางลง ก็เป็นไปได้ที่ราคาทองคำจะปรับลดลงเช่นกัน
แต่ปัจจุบันแม้ราคาทองคำแกว่งตัวลง แต่ราคาไม่ร่วงแรง เมื่อเทียบกับทิศทางดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง โดยอาจอธิบายง่ายๆ นั่นเพราะทองคำมีความต้องการ (ดีมานด์) สูง ! และหนึ่งใน “ปัจจัยบวก” ที่ซ่อนอยู่และกำลังหนุนราคาทองคำไม่ให้ร่วงแรง คงต้องยกให้ฝั่งของธนาคารกลางในหลายประเทศที่ยังเดินหน้า “สะสมทองคำ” ต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีทองคำเป็นทุนสำรองปริมาณไม่มาก หรือประเทศที่ถูกแทรกแซงจากสหรัฐ อาทิ รัสเซีย และยังรวมถึงประเทศที่ถือดอลลาร์เป็นทุนสำรองปริมาณมากๆ และต้องการจะ “ลดปริมาณ” การถือครองดอลลาร์หรือการพึ่งพิงดอลลาร์ลง เช่น จีน เป็นต้น
สอดคล้องกับ “ธนาคารกลางจีน” เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาจีนเพิ่มปริมาณทองคำสำรอง 7.4 แสนทรอยออนซ์ ในเดือนก.ค. 2566 หรือเทียบเท่า 23 ตัน ซึ่งนับเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน ส่งผลให้ในขณะนี้ จีนมีทองคำสำรองอยู่ที่ 2,137 ตัน โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 188 ตัน ในการจัดซื้อที่เริ่มขึ้นในเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว
โดยธนาคารกลางจีน ถือเป็นธนาคารกลางรายใหญ่ ที่เป็นผู้นำในการซื้อทองคำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากจีนยังคงกระจายทุนสำรองของตนอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการใช้นโยบายลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-Dollarization) ซึ่งช่วยให้ราคาทองคำยังคงลอยตัว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจะสูงขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทั่วโลก จะทำให้ความต้องการของทองคำแท่งที่ไม่มีดอกเบี้ยลดลง
โดยการซื้ออย่างเป็นทางการ เป็น “กุญแจสำคัญ” สำหรับแนวโน้มราคาทองคำ ปี 2566 โดยจากข้อมูลของสภาทองคำโลก (World Gold Council) คาดว่าธนาคารกลางจะเพิ่มการถือครองทองคำต่อไป แม้ว่าจะชะลอตัวลงกว่าปีที่แล้ว เมื่อความต้องการพุ่งสูงขึ้นในการแสวงหาทางเลือกอื่นแทนเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรเงินสำรองของรัสเซีย หลังจากการรุกรานยูเครน
ในขณะเดียวกัน ยอดรวมทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศทุนของจีน เพิ่มขึ้นเป็น 3.204 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก.ค. โดยเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนก่อนหน้า
“พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ทิศทางทองคำ ในช่วงนี้ยังคงเป็นลักษณะแกว่งตัวลง เนื่องจากในช่วงนี้ตลาดรอดูผลการประชุมของเฟดจะเกิดขึ้นช่วงปลายเดือนก.ย. นี้ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย โดยก่อนหน้านี้ประธานเฟดกล่าวสรุปในการประชุม Dot Plot ว่าดอกเบี้ยควรจะขึ้นไปอยู่ที่ 5.6% แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 5.25-5.5% ดังนั้น จึงมีโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง
อย่างไรก็ดี หากผลการประชุมออกมาตามคาดและอัตราดอกเบี้ยเริ่มนิ่งก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกต่อตลาดทองคำ เนื่องจากที่ผ่านมาราคาทองคำแกว่งตัวเนื่องจากได้รับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น โดยหากดอกเบี้ยเริ่มนิ่งก็มีโอกาสที่ภายในช่วงปลายปีทองคำจะทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง





