background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

การวางตำแหน่ง "ESG" กับ โอกาสทางธุรกิจ

การวางตำแหน่ง "ESG" กับ โอกาสทางธุรกิจ

หากธุรกิจสามารถจับกระแสในเรื่อง ESG แล้วแปลงมาเป็น "โจทย์" ทางธุรกิจได้ ก็จะทำให้ได้ประโยชน์จากเรื่อง ESG ดังกล่าวไม่มากก็น้อย

ปัจจุบัน ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อภาคธุรกิจอย่างเข้มข้น และกระทบกับกิจการในทุกขนาด ทุกสาขา

ที่น่าสนใจ คือ ผลกระทบที่ว่านี้ มิได้เข้ามาทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยง หรือถูกมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่ายเพียงทางเดียว แต่กลับเป็นผลกระทบที่ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจ และถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ช่วยเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนของกิจการ ซึ่งหากธุรกิจสามารถจับกระแสในเรื่องนี้ แล้วแปลงมาเป็นโจทย์ทางธุรกิจได้ ก็จะทำให้ได้ประโยชน์จากเรื่อง ESG ดังกล่าวไม่มากก็น้อย

จากการสำรวจของ เคพีเอ็มจี กับบุคลากรในฝ่ายบริหารที่ดูแลรับผิดชอบรายงานทางการเงินจำนวน 246 คน ซึ่ง 31% อยู่ในองค์กรซึ่งมียอดรายรับต่ำกว่า 1 พันล้านเหรียญต่อปี และอีก 23% เป็นองค์กรซึ่งมีรายรับต่อปีระหว่าง 1 – 4.9 พันล้านเหรียญ ที่เหลือเป็นองค์กรซึ่งมีรายรับต่อปีมากกว่า 5 พันล้านเหรียญ พบว่า 83% เชื่อว่า องค์กรที่มุ่งเน้นเรื่อง ESG จะช่วยให้ธุรกิจดีขึ้น ขณะที่ 11% ยังมีความไม่แน่ใจ และอีก 6% ไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น

เมื่อสอบถามถึงระดับของการผนวก ESG เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ 41% ตอบว่า องค์กรได้มีการผูกโยง ESG ไว้ในกลยุทธ์ธุรกิจอย่างชัดเจน ขณะที่ 27% ยังมีความไม่แน่ใจ ส่วนอีก 25% บอกว่าการดำเนินงาน ESG มิได้เกี่ยวโยงกับกลยุทธ์ธุรกิจ และอีก 7% ระบุว่า กลยุทธ์ขององค์กรพัฒนาขึ้นจากการคำนึงถึง ESG

ผลสำรวจนี้ สอดคล้องกับการวิจัยของศูนย์สเติร์นว่าด้วยธุรกิจที่ยั่งยืน แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ที่ไปวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอภิพันธุ์กับงานวิจัยมากกว่า 1,000 ชิ้น ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.2015-2020 ต่อผลกระทบของการลงทุน ESG ที่มีต่อผลประกอบการทางการเงิน แล้วพบว่า มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า การลงทุนโดยคำนึงถึงปัจจัย ESG ช่วยปรับปรุงผลการดำเนินงานทางการเงินของกิจการในหลายสาขา และยังช่วยสร้างเกราะป้องกันให้แก่กิจการในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้นด้วย

เมื่อสอบถามถึงสถานะปัจจุบันของการรายงาน ESG พบว่า ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระหว่างดำเนินงาน โดย 30% บอกว่า องค์กรได้มีการพัฒนากลยุทธ์การรายงานและได้จัดทำรายงานอย่างน้อยหนึ่งฉบับที่เกี่ยวข้องกับ ESG ขณะที่ 28% ระบุว่า ยังอยู่ในกระบวนการพัฒนากลยุทธ์การรายงาน ESG และอีก 15% ตอบว่าได้เคยมีการรายงานและกำลังอยู่ระหว่างการประเมินกลยุทธ์การรายงานใหม่ ส่วนอีก 13% บอกว่ายังมิได้เริ่มพัฒนากลยุทธ์การรายงาน ESG อีก 8% ตอบว่ายังไม่แน่ใจ และที่เหลืออีก 6% แจ้งว่าได้มีการพัฒนากลยุทธ์การรายงานแต่ยังมิได้มีการจัดทำรายงานออกมาแต่อย่างใด

ต่อข้อคำถามที่ถามว่า หน่วยงานหรือฝ่ายใดในองค์กรที่มีความมุ่งเน้นและเป็นผู้ให้ข้อมูลมากสุดต่อการจัดทำกลยุทธ์การรายงาน ESG โดย 23% ระบุว่าเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน ขณะที่ 21% บอกว่าเป็นคณะกรรมการบริษัท/ตรวจสอบ อีก 21% ตอบว่ายังไม่แน่ใจ ส่วนอีก 13% เป็นฝ่ายสื่อสาร/นักลงทุนสัมพันธ์ 10% เป็นฝ่ายการเงิน 6% เป็นฝ่ายความเสี่ยง และอีกอย่างละ 3% เป็นฝ่ายปฏิบัติการและฝ่ายตรวจสอบภายใน

ต่อข้อคำถามถึงความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อต้องมุ่งเน้นเรื่อง ESG อย่างจริงจัง (ตอบได้มากกว่าหนึ่งข้อ) ผลสำรวจพบว่า 57% เป็นเรื่องของขีดความสามารถและความเชี่ยวชาญของทรัพยากรที่องค์กรมี ขณะที่ 48% เป็นเรื่องส่วนขยายของการรายงานและกรอบที่องค์กรต้องปฏิบัติตาม 46% เป็นเรื่องความอุตสาหะในการสร้างกระบวนการรายงานที่มีประสิทธิผล 41% เป็นเรื่องของความไม่ชัดเจนในกฎระเบียบ 31% เป็นเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายในการลงมือดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผล 18% เป็นเรื่องของการขาดกลยุทธ์การดำเนินงาน 11% ตอบว่ายังไม่แน่ใจ อีก 8.1% บอกว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายจัดการมิได้มองว่าเป็นเรื่องสำคัญ และอีก 3.7% มองว่าไม่ใช่ความท้าทาย ณ ปัจจุบัน

และเมื่อถามว่า องค์กรมีมุมมองอย่างไรต่อการให้ความเชื่อมั่นจากภายนอก (External Assurance) ว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความโปร่งใส ความแม่นยำ และความสามารถในการเปรียบเทียบกันได้ ที่มีต่อการรายงานของกิจการ

42% ตอบว่า มีความสำคัญ แต่องค์กรยังมิได้มีการให้ความเชื่อมั่นจากภายนอก ขณะที่ 24% ระบุว่า มีความสำคัญ และได้มีการให้ความเชื่อมั่นจากภายนอก ส่วนอีก 21% ตอบว่ายังไม่แน่ใจ และที่เหลืออีก 13% ระบุว่า ยังไม่มีความสำคัญ

อนึ่ง ผลสำรวจที่ เคพีเอ็มจี จัดทำขึ้นในครั้งนี้ มาจากการสอบถามองค์กรที่เป็นสถาบันการเงินมากสุดในสัดส่วน 26% รองลงมาเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก 17% กลุ่มการผลิตอุตสาหกรรม 12% กลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี อย่างละ 9% กลุ่มสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ 8% กลุ่มสื่อและบันเทิง 3% องค์กรภาครัฐ 1% และอื่นๆ อีก 15%