BTS เผย กทม.ค้างจ่ายหนี้ค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยาย ค่าวางระบบรถไฟฟ้า พุ่ง 3.8 หมื่นล้านบาท เดินหน้าฟ้องศาลปกครอง
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS เปิดเผยว่า ภาระหนี้สะสมที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีต่อ BTS ตั้งแต่เดือน เม.ย.2560 ถึงปัจจุบัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 38,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย
1.ค่าจ้างเดินรถและบำรุงรักษา (O&M) ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 จำนวน 18,000 ล้านบาท
2.ค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) จำนวน 20,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ หนี้ที่กรุงเทพมหานครต้องจ่ายให้ BTS เพิ่มขึ้นมาเป็น 38,000 ล้านบาท เพราะที่ผ่านมากรุงเทพมหานครไม่ได้มีการชำระหนี้ในส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้าและช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง มาตั้งแต่เดือน พ.ค.2562 และส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต มาตั้งแต่เปิดให้บริการ
สำหรับคืบหน้าการทวงหนี้จ้างเดินรถกับกรุงเทพมหานคร และบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด นั้น ปัจจุบันศาลปกครองได้รับเรื่องไว้พิจารณา โดยกำหนดให้กรุงเทพมหานคร และบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ยื่นเอกสารทำคำชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาทั้ง 2 ฝ่ายต่อศาลปกครอง ภายในสัปดาห์นี้ แต่กรุงเทพมหานครและบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ขอเลื่อนส่งเอกสาร โดยในช่วงที่ BTS ฟ้องต่อศาลปกครองทวงหนี้ค่าจ้างเดินรถได้ระบุข้อมูลหนี้ ณ วันที่ 15 ก.ค.2564 วงเงิน 12,000 ล้านบาท
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การฟ้องร้องระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) จำนวน 20,000 ล้านบาท ต่อศาลปกครองเพิ่มเติม อยู่ระหว่างจัดเตรียมเอกสาร โดยต้องหารือทีมทนายความถึงแนวทางการฟ้องร้อง ซึ่งยืนยันจะมีการฟ้องร้อง โดยขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการชำระหนี้กับบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด
รายงานข่าวระบุว่า กรุงเทพมหานครได้มีการสรุปภาระหนี้ของกรุงเทพมหานคร และ บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ที่มีต่อบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จากการจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ซึ่งนำมาสู่การร้องศาลเพื่อให้กรุงเทพมหานครชำระหนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่กรุงเทพมหานครส่งให้กระทรวงคมนาคมตามที่มีการหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วงที่ผ่านมา
สำหรับภารหนี้ระหว่างกรุงเทพมหานครและ BTS ถึงเดือน ม.ค.2565 รวมทั้งสิ้น 37,140 ล้านบาท แบ่งเป็น
1.ค่าจ้างเดินรถและบำรุงรักษา (O&M) ส่วนต่อขยายที่ 1 รวม 3,710 ล้านบาท และส่วนต่อขยายที่ 2 รวม 13,343 ล้านบาท
2.ค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) 20,088 ล้านบาท
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครมีภาระเงินต้นงานโยธา รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย แบริ่ง-สมุทรปราการ และ หมอชิต-สะพานใหม่- คูคต ที่กรุงเทพมหานครรับโอนมาจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในปี 2561 จำนวน 55,000 ล้านบาท
ภาระดอกเบี้ยงานโยธา รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย แบริ่ง-สมุทรปราการ และ หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ปี 2564-2572 ประมาณ 10,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ หนี้ของการเดินรถส่วนต่อขยายเริ่มจากการเปิดรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งกรุงเทพมหานครได้จ้างบีทีเอสเป็นผู้เดินรถ ส่วนต่อขยายที่ 1 สายสีลม ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า , ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ซึ่งกรุงเทพมหานครเก็บค่าโดยสาร 15 บาท แบ่งเป็น ดังนี้
ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า เปิดในวันที่ 14 ก.พ.2556 เปิดบริการส่วนต่อขยายสายสีลมอย่างเป็นทางการจากสถานีวงเวียนใหญ่-สถานีตลาดพลู ส่วนวันที่ 5 ธ.ค.2556 เปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีลมจากสถานีตลาดพลู-สถานีบางหว้า
ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง เปิดเมื่อวันที่ 12 ส.ค.2554 ได้เปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทจากสถานีอ่อนนุชถึงสถานีแบริ่ง
ส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เปิดวันที่ 3 เม.ย.2560 โดยกรุงเทพมหานครเก็บค่าโดยสารปกติ 15 บาท ต่อมาวันที่ 6 ธ.ค.2561 ได้เปิดให้บริการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจากสถานีสำโรง-งสถานีเคหะสมุทรปราการ โดยยังไม่มีการเก็บค่าโดยสารตั้งแต่เปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน รวมแล้วกว่า 4 ปี
ในขณะที่การเปิดบริการช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ได้ทยอยเปิดในวันที่ 9 ส.ค.2562 เปิดให้บริการจากสถานีหมอชิต-สถานีห้าแยกลาดพร้าว ส่วนวันที่ 5 มิ.ย.2563 เปิดให้บริการจากสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์-สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ และวันที่ 16 ธ.ค.2563 เปิดให้บริการจากสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ-สถานีคูคต โดยยังไม่มีการเก็บค่าโดยสารตั้งแต่เปิดให้บริการจนถึงปัจจุบันรวม 3 ปี





