background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

‘วรพล’ แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดัน 10 คลัสเตอร์ จ้างงานเพิ่มล้านตำแหน่ง

‘วรพล’ แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดัน 10 คลัสเตอร์ จ้างงานเพิ่มล้านตำแหน่ง

อดีตเลขาฯ ก.ล.ต.เผยหนี้สาธารณะไทยพุ่ง 10 ล้านล้าน ระบุไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เปลี่ยนนโยบายแจกเงินเปลี่ยนเป็นแจกงาน เพิ่มรายได้รัฐ แบบมียุทธศาสตร์ ไม่เช่นนั้นจะใช้เวลา 100 ปี กว่าจะใช้หนี้สาธารณะได้หมด แนะดัน 10 คลัสเตอร์ในอุตสาหกรรมสร้างงานล้านตำแหน่ง

ผลจากโควิด-19 จนถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ไม่เพียงส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันแต่ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ประเทศไทยมีการกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาทจาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.ในปี 2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาท ขณะที่เมื่อรวมกับหนี้สาธารณะที่ประเทศไทยมีการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องมาตลอดหลายปีทำให้ระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านล้านบาทซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถของแรงงาน หรือความสามารถในการแข่งขันแล้วประเทศไทยต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะชำระหนี้สาธารณะส่วนนี้ได้หมด

 “กรุงเทพธุรกิจ” สัมภาษณ์ ดร.วลพล โสคติยานุรักษ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจการเงินการคลัง  ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) สถาบัณบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 

 

ไทยขาดดุลงบประมาณ 10 ล้านล้านบาท 

วรพลกล่าวว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน หากมองในเรื่องของรายได้และรายจ่ายต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยเสียสมดุลมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้มาอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องมีการตั้งงบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด และในปีงบประมาณ 2565 จะมีการขาดดุลงบประมาณอีก 7 แสนล้านบาท โดยมีรายจ่ายทั้งหมด 3.1 ล้านล้านบาท ขณะที่กระทรวงการคลังมีการประมาณการการจัดเก็บรายได้ไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งการขาดดุลงบประมาณคือการกู้เงินมาปิดงบประมาณ

‘วรพล’ แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดัน 10 คลัสเตอร์ จ้างงานเพิ่มล้านตำแหน่ง
 

ประเทศไทยมีการขาดดุลงบประมาณมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในช่วงที่เผชิญกับการระบาดของโควิด-19 มีการกู้เงินมาใช้รับมือกับวิกฤติวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท เมื่อรวมกับการขาดดุลงบประมาณที่สะสมทำให้ระดับหนี้สาธารณะที่เกิดจากการกู้ยืมเงินจะใกล้กับระดับ 10 ล้านล้านบาท

ใช้หนี้ 100 ปีอาจไม่หมด 

ขณะที่ในส่วนของการจัดสรรงบประมาณมาชำระหนี้ของรัฐบาลนั้นมีข้อจำกัดและขึ้นกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลหากสามารถจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าเป้าหมายได้ปีละประมาณ 1 แสนล้านบาทแล้วรัฐบาลนำไปใช้ชำระคืนเงินต้นก็จะต้องใช้เวลาถึง 100 ปีกว่าจะใช้หนี้สาธารณะส่วนนี้ได้หมด โดยยังไม่รวมกับภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่าย

 ขณะเดียวกันหากมองในแง่งบประมาณประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณอย่างมาก เนื่องจากสัดส่วน 75% ของวงเงินงบประมาณในแต่ละปีเป็นงบประมาณประจำ โดยมีงบประมาณในการลงทุนประมาณปีละ 20% หรือประมาณ 6 แสนล้านบาทที่จะใช้ในการลงทุนแต่ละปีเท่านั้น ดังนั้นการที่จะเพิ่มโอกาสการพัฒนาประเทศต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่การสร้างการเติบโตในอนาคตต้องใช้โมเดลและยุทธศาสตร์ใหม่ในการยกระดับและปรับโครสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

วรพลกล่าวว่าหัวใจสำคัญของประเทศไทยคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้คนของเราเก่ง และมีความสามารถมากขึ้น โดยเพิ่มความสามารถของแรงงานและใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มผลิตภาพการผลิต รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆที่เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคง มั่งคั่งให้กับประเทศไทยได้ ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งเรื่องของการสร้างรายได้ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต และสามารถนำรายได้ที่รัฐจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นไปจ่ายหนี้ที่มีอยู่ ซึ่งไม่สามารถทำได้โดยรูปแบบและวิธีแบบเดิม

 

แนะรัฐเลิก "แจกเงิน" มา "แจกงาน"

“จุดเริ่มต้นของการพัฒนาแรงงานในประเทศให้เก่งขึ้นต้องมาจากความตั้งใจของรัฐบาลในการพัฒนาคนโดยแนวทางที่สำคัญคือต้องเลิกแจกเงิน มาเป็นการแจกงาน และหาทางพัฒนาทักษะของแรงงานให้เพิ่มขึ้น และเพิ่มทักษะที่จำเป็นที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตได้”

 

‘วรพล’ แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดัน 10 คลัสเตอร์ จ้างงานเพิ่มล้านตำแหน่ง

สร้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง รายได้หมุนเวียน 6 แสนล้าน

สิ่งที่ต้องทำก็คือการเพิ่มรายได้ให้กับแรงงานในประเทศโดยสร้างให้แรงงานของเราเก่งขึ้น มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ซึ่งทำได้โดยการส่งเสริมในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยมีศักยภาพ 10 อุตสาหกรรม ได้แก่ 

1.เกษตรสมัยใหม่และการแปรรูปอาหาร 

2.เชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ 

3.ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และการแพทย์ครบวงจร 

4.หุ่นยนต์ 

5.ยานยนต์สมัยใหม่ 

6.การบิน และโลจิสติกส์ 

7.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และ AI 

8.ดิจิทัล 

9.ท่องเที่ยวมูลค่าสูง 

และ 10.อุตสาหกรรมซอฟแวร์ 

โดยแต่ละคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเหล่านี้จะสามารถจ้างงานได้คลัสเตอร์ละอย่างน้อย 1 แสนตำแหน่ง รวม 10 คลัสเตอร์สามารถจ้างงานได้กว่า 1 ล้านตำแหน่ง 

ทั้งนี้ตำแหน่งงานที่จะมีการจ้างงานถือว่าเป็นแรงงานที่มีทักษะสูง มีค่าตอบแทนที่สูงเฉลี่ยประมาณปีละ 5 แสนบาทต่อคน หรือว่าเท่ากับมีค่าตอบแทนรวมกัน 5 แสนล้านบาทต่อปี และเมื่อมีการใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้รัฐจะเก็บรายได้ได้อีก 1 แสนล้านบาทจากภาษี ทำให้รวมแล้วรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 6 แสนล้านบาท 

"การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจถือว่าต้องใช้เวลา มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน และต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถเข้ามาบริหารจัดการนโยบายในเรื่องนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ" ดร.วรพล กล่าว