วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดบวกเหนือ 1,700 จุด ท่ามกลางซื้อขายเบาบาง

“หุ้นไทย” ปิดตลาด ( 4 เม.ย. 65 ) เวลา 16.30 น. ดัชนีปิดอยู่ที่ 1,702.93 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.62 จุด หรือเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 0.10 % มูลค่าการซื้อขาย 65,797.82 ล้านบาท

โดยระหว่างวันดัชนีทำจุดสูงสุดที่    1,706.77   จุด  และทำจุดต่ำสุดที่   1,699.82 จุด                 

โดยมี 5 อันดับ       หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด คือ

AOT                            ปิดที่  67.00   บาท                เพิ่มขึ้น 0.75%

KBANK                       ปิดที่  161.00 บาท                 ลดลง  1.23%

EA                               ปิดที่   100.00 บาท                เพิ่มขึ้น  9.47%

SVOA                          ปิดที่  4.16  บาท                    เพิ่มขึ้น 8.42%

JAS                             ปิดที่   4.00  บาท                    ลดลง  1.96%

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย ระบุว่า นักลงทุนกำลังติดตามรายงานภาวะเงินเฟ้อไทยในวันที่ 5 เม.ย.65 ซึ่ง Bloomberg คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 5.6%YoY และ 0.6%MoM หากออกมาเป็นไปตามที่ตลาดคาดหมายไว้ก็มองไม่มีผลกระทบมากนัก และเชื่อว่าทิศทางหลังจากนี้ ควรจะดีขึ้นตามราคาน้ำมันดิบเข้าสู่ช่วงปรับฐาน 
          

ขณะเดียวกัน ในวันดังกล่าวสหรัฐจะรายงาน PMI ซึ่งตลาดคาดที่ 58.6 และรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC Minute) ในวันที่ 7 เม.ย.65 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะหากรายงานผลการประชุมที่ส่งสัญญาณถึงความเข้มงวดนโยบายการเงินที่มากกว่าเดิมก็จะเป็นปัจจัยกดดันการลงทุน 

ขณะที่วันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมี.ค.ที่ 4.3 แสนตำแหน่ง ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 4.9 แสนตำแหน่งแต่อัตราการว่างงานออกมา 3.6% ดีกว่าคาดที่ 3.7% ด้านตลาดหุ้น Dow Jones ปิดบวก 0.4% ส่วนหนึ่งเป็นไปได้ที่ตลาดคลายกังวลบางส่วนกับเงินเฟ้อ หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ร้อนแรง สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 2 และ 10 ปีปรับตัวลงทั้งสองอายุ
          

และเป็นที่น่าสังเกตว่าเข้า Inverted Yield Curve อีกครั้ง (2-10 Spread ติดลบ) ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อเกิดสภาวะดังกล่าวมักตามมาด้วยเศรษฐกิจถดถอยหลังจากเกิด Inverted Yield Curve เป็นระยะเวลา 6-18 เดือน โดยได้ศึกษาเพิ่มเติมพบว่าอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 1975 เกิดภาวะดังกล่าวมาแล้ว 7 ครั้งและสูงถึง 6 ครั้งที่เกิดเศรษฐกิจถดถอยหรือคิดเป็นความน่าจะเป็น (85%) ดังนั้นไม่ควรประมาทกับการลงทุนจนเกินไปนัก
          

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ เน้นเพิ่มการถือครองเงินสดหรือลดน้ำหนักการลงทุนเนื่องจากระดับ Valuation ที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงสำหรับภาวะ Inverted Yield Curve ที่จะเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนในช่วงถัดไป ส่วนหุ้นประจำสัปดาห์นี้ แนะกลุ่มอุปโภคบริโภคที่ส่งผ่านต้นทุน อาทิ ค้าปลีก (BJC CPALL HMPRO GLOBAL) ท่องเที่ยว (AOT CENTEL ERW MINT SPA) ปัจจัยบวกจากการเดินทางเข้าประเทศที่ง่ายมากขึ้น
          

HMPRO (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 17 บาท) คาด SSSG +5% ในปี 65 และ +4% ในปี 66 หนุนจากผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น Homepro Day, Homepro Super Expo กิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านช่องทางออนไลน์ การปรับปรุงร้านค้าใหม่และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
          

SPA (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 8.3 บาท) แม้ขาดทั้งปี 65 ผลประกอบการจะยังขาดทุน แต่เชื่อว่าราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนไปพอสมควรแล้ว และคาดหวังว่าครึ่งปีหลังจะเห็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของการท่องเที่ยว หนุนจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ให้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยคาดปี 66 จะเริ่มกลับมามีกำไร

 

นายณัฐพล คำถาเครือ  นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า กล่าวว่า แนวโน้มวันที่ 5 เม.ย. 2565
คาดว่า SET Index แกว่งตัวออกด้านข้างในกรอบ 1695-1707 จุด ติดตามการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มี.ค. 2565 ของประเทศไทย ตลาดคาด 5.70% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 5.28% แนะนำ “เก็งกำไร” ในหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่ผลประกอบการมีโอกาส Turnaround เช่น SCI
 

 

พิสูจน์อักษร โดย....สุรีย์  ศิลาวงษ์