ส่องหุ้นรับอานิสงส์ขึ้น"ค่าไฟ”แพงสุดเป็นประวัติการณ์

ส่องหุ้นรับอานิสงส์ขึ้น"ค่าไฟ”แพงสุดเป็นประวัติการณ์

ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนอย่างเป็นทางการ อุณหภูมิทั่วประเทศพุ่งสูงปรี๊ด! ตั้งแต่ต้นฤดู หลายพื้นที่ได้เห็นตัวเลขทะลุ 40 องศาเป็นที่เรียบร้อย และแม้ว่าอาการร้อนจะอยู่คู่กับเมืองไทยมาโดยตลอด แต่ถ้ามันร้อนเกินไปก็คงไม่ดี

เพราะอาจนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากมาย ทั้ง “ฮีทสโตรก” หรือ “ลมแดด” ที่เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป ระบายความร้อนไม่ทัน ทำให้ร่างกายขาดน้ำ หรือ “พิษสุนัขบ้า” เป็นอีกโรคที่มักมาพร้อมกับหน้าร้อน

ที่สำคัญนอกจากจะ “ร้อนกาย” ยัง “ร้อนใจ” ด้วย เพราะอาการร้อนๆ แบบนี้ หลายคนมักจะหงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่าย ซึ่งหากควบคุมตัวเองไม่ได้ เสี่ยงที่จะมีการกระทบกระทั่ง เกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้นได้

อีกหนึ่งสิ่งที่คนไทยต้องเตรียมไว้เลยสำหรับหน้าร้อนปีนี้ คือ เงินในกระเป๋าที่จะต้องควักมาจ่ายค่าไฟ ซึ่งปกติหน้าร้อนค่าไฟก็แพงอยู่แล้ว แต่ปีนี้จะแพงขึ้นอีก เพราะกำลังจะมีการปรับขึ้นค่าไฟรอบใหม่

โดยล่าสุดคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) มีมติให้ปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนพ.ค.-ส.ค. นี้ ในอัตรา 24.77 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 4.00 บาทต่อหน่วย สูงสุดเป็นประวัติการณ์

สืบเนื่องมาจากผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาพลังงานทั้งโลกพุ่งกระฉูด ขณะที่ปัจจัยในประเทศถูกกดดัน หลังก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในอ่าวไทยลดลงในช่วงปลายสัมปทาน

ซึ่งการปรับขึ้นค่าไฟครั้งนี้เป็นรอบที่ 2 ของปี หลังงวดเดือนม.ค. – เม.ย. 2565 มีการปรับขึ้น Ft 16.71 สตางค์ต่อหน่วย จากติดลบ 15.32 สตางค์ต่อหน่วยในงวดก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย

ส่องหุ้นรับอานิสงส์ขึ้น"ค่าไฟ”แพงสุดเป็นประวัติการณ์

โดยบล.เคทีบีเอสที ระบุว่า มีมุมมองบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งการปรับขึ้นค่า Ft รอบเดือนพ.ค.-ส.ค. 2565 เพิ่มขึ้น 23.38 สตางค์ต่อหน่วย มากกว่าที่เคยให้แนวทางไว้ซึ่งจะปรับเพิ่มขึ้นรอบละ 16.71 สตางค์ต่อหน่วยในปีนี้ ทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นราว 7% (ม.ค. 2564-ส.ค.2565)

ในขณะที่ค่าก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น 9% (ราคาเฉลี่ย 2563-2564) และยังคงสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ แม้ยังชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่หมด แต่ช่วยผ่อนคลายภาระต้นทุนได้ดีขึ้นกว่าที่ประเมิน เป็น positive sentiment กับหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีลูกค้าอุตสาหกรรมในสัดส่วนที่มาก

โดยเรียงลำดับหุ้นที่ได้ประโยชน์ คือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 56.50 บาท, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 90.00 บาท และ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 47.00 บาท

ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส เชื่อว่าจะมีการปรับขึ้นค่า Ft เป็นขั้นบันไดอีก 69.61 สตางค์ต่อหน่วย ในรอบเดือนก.ย.-ธ.ค. 2565 และ 84.71 สตางค์ต่อหน่วยในรอบเดือนม.ค.- เม.ย. 2566 ส่งผลให้อัตรากำไรของโรงไฟฟ้า SPP สูงขึ้นทันที 

โดยคาดว่ากำไรของ BGRIM จะเพิ่มมากสุดกว่า 1 พันล้านบาท ในรอบ 1 ปีข้างหน้า ส่วน GPSC กำไรเพิ่มราว 1 พันล้านบาท และ GULFกำไรเพิ่มขึ้น 400 ล้านบาท

ขณะที่ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า GPSC จะได้ประโยชน์จากค่า Ft ที่เพิ่มขึ้น และการขยายกำลังการผลิต โดยบริษัทคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าปีนี้จะเพิ่มขึ้น 7% และไอน้ำเพิ่มขึ้น 2% ขณะเดียวกันบริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าปี 2565 เพิ่มเป็น 6,203 เมกะวัตต์ และ 7,122 เมกะวัตต์ ในปี 2566

โดยตั้งงบลงทุน 5 ปี (2565-2569) ไว้ 6 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาธุรกิจพลังงานทั้งในไทยและต่างประเทศ อาทิ อินเดีย ไต้หวัน และเวียดนาม รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจแบตเตอรี่

ทั้งนี้ ราคาหุ้นได้พักฐานลงมาแล้วราว 20% YTD จึงแนะนำทยอย “ซื้อ” ลงทุน GPSC ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 90 บาท