background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

กพช.เคาะปลดล็อกเพดานฯกองทุนน้ำมัน รับวิกฤติ หวั่นน้ำมันทะลุ 150 ดอลลาร์!

กพช.เคาะปลดล็อกเพดานฯกองทุนน้ำมัน รับวิกฤติ หวั่นน้ำมันทะลุ 150 ดอลลาร์!

กพช.เคาะปลดล็อกเพดานเงินกู้กองทุนน้ำมันฯชงเข้า ครม.สัปาดาห์หน้า รับมือวิกฤติพลังงาน น้ำมันพุ่ง พร้อมทำแผนรองรับวิกฤติที่แผนราคาน้ำมันสูงสุด 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล "สุพัฒนพงษ์" เตรียมแถลงแผนรับมือวิกฤติน้ำมันศุกร์นี้

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน วันนี้ (9 มี.ค.) ว่าที่ประชุมเห็นชอบให้มีการยกเลิกการกำหนดเพดานการกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท เปลี่ยนเป็นไม่กำหนดเพดานการกู้เงินเพื่อรับมือกับวิกฤติราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย - ยูเครน โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 15 มี.ค.นี้ โดยการดำเนินการจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา (พรฎ.) แก้ไข พรฎ.ฉบับเดิมและมีผลโดยเร็วที่สุดหลัง ครม.ให้ความเห็นชอบ 

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการยกเลิกการกำหนดเพดานการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯแล้วการกู้เงินจะพยายามไม่ให้เกิน 4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากหากกู้เงินมากเกินไปก็จะกระทบกับความสามารถในการชำระหนี้ของกองทุนน้ำมันฯ และจะกระทบกับหนี้สาธารณะได้ 

ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯได้มีการขอกู้เงินไปแล้ว  2 หมื่นล้านบาท และจะทำสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงินในส่วนแรกภายในเดือน เม.ย.นี้ ส่วนการกู้เงินเพิ่มเติมจะดำเนินการตามสถานการณ์และความจำเป็น 

นายกุลิศ กล่าวต่อ ว่าสำหรับมาตรการในการรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกระทรวงพลังงานได้จัดทำแผนรองรับวิกฤติใหม่จากเดิมที่คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะไม่เกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นแผนรองรับสถานการณ์ร้ายแรงที่สุดกรณีที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเกินกว่า 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยมีแผนและมาตรการในการรองรับตั้งแต่ราคาน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกิน 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเกินกว่า 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามลำดับของสถานการณ์ 

ทั้งนี้ในวันศุกร์ที่ 11 มี.ค.นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะแถลงร่วมกับผู้บริหารของกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่กระทรวงพลังงาน 

 

นายกุลิศ กล่าวด่วยว่าสำหรับมาตรการดูแลค่าไฟฟ้าประชาชน กพช. เห็นชอบ ให้มีการปรับสูตรการคำนวนค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันรวมเอาราคาพลังงานโดยรวมเอาราคาพลังงานหลายชนิดเข้ามาคำนวณเพื่อให้เพื่อให้การคิดค่าไฟในครั้งต่อไปไม่ปรับเพิ่มขึ้นจนกระทบกับประชาชนมากเกินไป

โดยที่ประชุม กพช.เห็นชอบหลักเกณฑ์การคำนวณและการดำเนินการเกี่ยวกับราคาก๊าซธรรมชาติภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) (Energy Pool Price) ในช่วงสถานการณ์ราคาพลังงานที่มีความผันผวน โดยมีหลักการนำต้นทุนค่าใช้จ่ายน้ำมันเตา น้ำมันดีเซลและ LNG นำเข้าของกลุ่ม Regulated Market มาเฉลี่ยกับต้นทุนก๊าซธรรมชาติใน Pool Gas เพื่อให้ต้นทุนการผลิตของภาคไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมในกลุ่ม Regulated Market อยู่ในทิศทางและแนวปฏิบัติเดียวกัน ซึ่งมีการใช้เชื้อเพลิงคิดเป็นหน่วยราคา/ความร้อน (บาท/MMBTU) และช่วยลดภาระค่า Ft ที่ส่งผลถึงผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง

รวมทั้งเห็นชอบให้ปรับเพิ่มวงเงินลงทุนโครงการก่อสร้างคลังจัดเก็บและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Terminal) แห่งที่ 2 จังหวัดระยอง [T-2] ในแผนระบบรับส่งและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคง ที่มอบหมายให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ จากเดิมวงเงิน 38,500 ล้านบาท เป็นวงเงินไม่เกิน 41,400 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จเร็วกว่าแผนเดิมจากเดือนพฤศจิกายน 2565 มาเป็นเดือนพฤษภาคม 2565 ทำให้สามารถรองรับการนำเข้า LNG ได้เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านตันต่อปี

เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติจากการเปลี่ยนผ่านผู้รับสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ รวมถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์ในประเทศเมียนมาร์ โดยที่ประชุมได้ให้ กกพ. พิจารณาการส่งผ่านภาระการลงทุน โครงการที่เพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราค่าบริการไฟฟ้าและค่าบริการก๊าซธรรมชาติในอนาคต ไปยังผู้ใช้พลังงานได้เท่าที่จำเป็นและสอดคล้องกับเหตุผลของการปรับเพิ่มวงเงินลงทุน

รวมทั้งเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ ปี 2565 ซึ่งได้พิจารณาเพิ่มเติมให้มีการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนนอกเหนือจากกลุ่มสัญญาเดิม จากผู้ผลิตไฟฟ้าประเภทชีวมวลหรืออื่น ๆ นอกจากชีวมวลจากผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีโรงไฟฟ้าอยู่แล้วไม่มีการลงทุนใหม่ และมีความพร้อมในการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สามารถรองรับได้ โดยเป็นการรับซื้อปีต่อปีไม่เกิน 2 ปี ในรูปแบบสัญญา Non-Firm ที่กรอบราคารับซื้อไฟฟ้าสูงสุด ไม่เกิน Avoided cost และมอบหมายให้ กกพ. รับไปดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้า โดยให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) บริหารให้เป็นไปตามนโยบายต่อไป โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีการผลิตและใช้เองอยู่แล้วในปัจจุบันและมีพลังงานส่วนเหลือที่จะจำหน่ายเข้าสู่ระบบ รวมทั้งกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าและเงื่อนไขอื่นๆ ให้มีความเหมาะสมและเสนอ กบง. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนมอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

และเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าของโครงการหลวงพระบาง 2.8432 บาท/หน่วย กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) เดือนมกราคม 2573 และโครงการปากแบง 2.9179 บาท/หน่วย กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) เดือนมกราคม 2576 โดยอัตราค่าไฟฟ้าค่าไฟฟ้าดังกล่าวจะคงที่ตลอดอายุสัญญาและได้มอบหมายให้ กฟผ. ลงนามในร่าง Tariff MOU โครงการหลวงพระบาง และโครงการปากแบง ที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) แล้ว และให้ กฟผ. สามารถปรับปรุงเงื่อนไขในร่าง Tariff MOU ของโครงการหลวงพระบาง และโครงการปากแบง ในขั้นตอนการจัดทำร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม แต่ทั้งนี้จะต้องไม่กระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้า