ผู้บริโภคสายหมูทอดต้องเฮ! ร้านหมูทอดเจ๊จง ประกาศปรับราคาเมนูอาหารลง เช่น หมูทอดหั่นลง 10 บาท จาก 300 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 290 บาท ขานรับราคาเนื้อหมูอ่อนตัวลง จากก่อนหน้านี้ราคาหมูแพง จนแบกต้นทุนไม่ไหว ขอขยับราคาขึ้น แต่เพียงเดือนเศษ ก็กลับสู่การขายราคาเดิม
เรียกว่าได้ใจผู้บริโภคไปเต็มๆ สำหรับ “ร้านหมูทอดเจ๊จง” เพราะวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 เพจเฟซบุ๊ก “ร้านหมูทอดเจ๊จง” ประกาศปรับราคาเมนูอาหารลงหลายรายการ ให้สอดคล้องสถานการณ์ราคาเนื้อหมูที่เริ่มค่อยๆลดราคา
สำหรับราคาเมนูอาหารใหม่ ที่ปรับลงนั้น เช่น หมูทอด 290 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) จากเดิมวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ได้ขอขึ้นราคาไปอยู่ที่ 300 บาทต่อกก. ตับผัดกระเทียมอยู่ที่ 270 บาทต่อกก. จากเดิม 280 บาทต่อกก. ข้าวหมูทอด 37 บาทต่อกล่องเวฟ จากเดิม 39 บาทต่อกล่องเวฟ เป็นต้น
แน่นอนว่าทันทีที่ประกาศให้ลูกค้าทราบถึงนโยบาย “ปรับลดราคาลง” ย่อมได้ใจกลุ่มเป้าหมาย และฐานแฟนอย่างมาก และชื่นชมถึงการประกอบธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบของผู้บริโภค ซึ่งบางรายได้แสดงความคิดเห็น ฝากถึงผู้ประกอบการหรือธุรกิจอื่นๆ ควรทบทวนเวลาที่ต้นทุนสินค้าปรับขึ้น แล้วต้อง “ขยับราคาขายเพิ่ม” ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเข้าใจ ไม่คิดต่อว่าต่อขาย แต่สิ่งที่เป็นคำถาม ข้อกังขาคือ เมื่อ “ต้นทุนปรับลง” ทำไมจึงไม่ลดราคาขายบ้าง
ราคาอาหารร้านหมูทอดเจ๊จง ก่อน-หลังสถานการณ์หมูราคาแพง
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพธุรกิจ เคยสอบถามผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร กรณีที่ต้องรับมือต้นทุนสินค้าพุ่ง โดยเฉพาะที่ผ่านมา "ราคาหมูแพง" มาก จนแบกภาระไม่ไหว บริษัทห้างร้านต่างๆจะต้องปรับเมนูใหม่ พร้อมกับขึ้นราคาสินค้า แต่การจะปรับลงนั้น ต้องกลับไปทำเมนูใหม่อีกครั้ง ซึ่งไม่นิยมทำนัก แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการทำได้คือจะจัด “โปรโมชั่น” ลดราคาสินค้าแทน เพื่อเป็นการคืนความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย
สำหรับการลดราคาสินค้าอาหารของ “ร้านหมูทอดเจ๊จง” ดูเหมือนจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับผู้ประกอบการในการค้าขาย แต่มิติด้านธุรกิจ เป็นที่ทราบดีว่า สินค้าที่ปรับขึ้นราคาแล้ว น้อยมากที่จะยอม “หั่นราคา” ลงมาอีกครั้ง ยิ่งท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ระบาดมาราธอนเช่นนี้ ร้านค้าจำนวนมากเผชิญความเดือดร้อน ยอดขายหาย กำไรหด
ขณะที่สถานการณ์ "กำลังซื้อผู้บริโภค" เรียกว่าไม่สู้ดีนัก เพราะไม่เพียงอาหารที่แพง แต่ภาวะ "เงินเฟ้อ" ราคาน้ำมันแพงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นทยอยขึ้นราคาล่วงหน้าไปแล้ว ซึ่งหลากปัจจัยทำให้กระทบค่าครองชีพสูงขึ้น กระเทือนการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนรอบด้าน
ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้บริโภคทำได้นาทีนี้ คือการ “จับตา” ผู้ประกอบการรายใหญ่จะใจป๋า กล้าหั่นราคา เหมือนที่ “รายเล็ก” ที่ใจใหญ่ทำหรือไม่ ติดตาม!!








