วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 14 February 2022

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 14 February 2022

ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูง จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังไร้ข้อสรุป ขณะที่อุปทานน้ำมันดิบจากกลุ่มโอเปคพลัสเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด

ไทยออยล์ คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 90-95 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 91-96 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 14 February 2022

 

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (14 - 18 ก.พ. 65)

ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูง จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงไม่มีข้อสรุปแม้ว่าจะมีความพยายามการเจรจาทางการทูตจากนานาชาติแล้วก็ตาม ขณะที่ในเดือน ม.ค.65 สมาชิกกลุ่มโอเปคพลัสยังคงไม่สามารถผลิตน้ำมันดิบได้ตามโควตาส่งผลให้อุปทานยังคงตึงตัว อย่างไรก็ตาม อุปทานน้ำมันดิบสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลาดยังคงจับตาต่อสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงปรับเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางการผ่อนคลายมาตรการทางสังคมในหลายประเทศในแถบยุโรป รวมถึงมาตรการทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังเงินเฟ้อในเดือน ม.ค.65 ยังคงอยู่ในระดับสูง
 

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

- สถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างรัสเซียและยูเครนยังไร้ข้อสรุป แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ปูตินของรัสเซีย และมีข่าวว่าทางรัสเซียพร้อมที่จะประนีประนอมหากนาโตยุติการขยายอิทธิพล และไม่รับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้ ยังไม่มีความแน่ชัดจากฝั่งนาโตเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้ยังมีความเป็นไปได้ที่อุปทานน้ำมันในยุโรปตึงตัวจากท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัซเซียไปยังยุโรปที่อาจได้รับผลกระทบ หากสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนทวีความรุนแรงขึ้น

-  กำลังการผลิตของสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัสเดือน ม.ค.65 ปรับเพิ่มขึ้นต่ำกว่าโควตา โดยการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส อยู่ที่ระดับ 28.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มจากเดือน ธ.ค. 64 เพียง 0.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่ามติการปรับเพิ่มกำลังการผลิตที่ 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยล่าสุดอัตราความร่วมมือตามข้อตกลงในการลดการผลิต (OPEC Compliance) เดือน ม.ค.65 อยู่ที่ระดับ 120.8% สะท้อนถึงอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มอย่างจำกัด

-  จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน โดยบริษัท Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด วันที่ 4 ก.พ. ปรับเพิ่มขึ้น 2 แท่นสู่ระดับสูงสุดมากกว่า 2 ปีที่ระดับ 497 แท่น ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดว่าอุปทานน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในปี 2565 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ราว 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 11.97 ล้านบาร์เรลต่อวัน
 

- จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวัน สิ้นสุดวันที่ 9 ก.พ.65 ปรับเพิ่มกว่า 2.9 ล้านราย โดยสัดส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 75% เป็นผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ และยุโรป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลหลายชาติในยุโรปเริ่มประกาศการยกเลิกมาตรการทางสังคมทั้งหมดในช่วงต้นเดือน ก.พ.65 หลังอัตราการป่วยรุนแรงจากการติดเชื้อมีความรุนแรงลดลงและระบบสาธารณะสุขสามารถรองรับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันจะยังคงปรับเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

-  ตลาดยังคงให้ความสนใจต่อมาตรการเงินรวมถึงมาตรการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้เงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือน ม.ค.65 ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.5% สูงกว่าระดับที่คาดไว้ ที่ 7.1-7.2% โดย Bank of America (BofA) คาดว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม 7 ครั้งที่เหลือในปีนี้และอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายของเฟดอาจพุ่งแตะ 1.75-2.0% ภายในปี 2565 จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 0.0-0.25% 

-  เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคจีนและสหราชอาณาจักร เดือน ม.ค. 65 ดัชนียอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือน ม.ค. 65 และการประกาศผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ยูโรโซน ไตรมาส 4/2564 ซึ่งคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น

 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (7 – 11 ก.พ. 65)  

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 0.79 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 93.10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.17 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 94.44 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 90.37 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังตลาดได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงตึงเครียด ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด วันที่ 4 ก.พ. 65 ที่ปรับตัวลดลงกว่า 4.8 ล้านบาร์เรลสู่ระดับต่ำสุดในรอบมากกว่า 3 ปี ที่ระดับ 410.1 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม การเจรจารื้อฟื้นข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านและชาติมหาอำนาจในสัปดาห์ที่ผ่านมามีความคืบหน้ามากขึ้น โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้คืนสถานะละเว้นคว่ำบาตรและเปิดทางสำหรับโครงการความร่วมมือด้านนิวเคลียร์นานาชาติแก่อิหร่านอีกครั้ง หากการเจรจาเป็นผลสำเร็จและมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันดิบจากอิหร่านจะส่งผลให้อุปทานในตลาดปรับตัวสูงขึ้น