วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 31 January 2022

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 31 January 2022

ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูง หลังตลาดกังวลความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนเพิ่มความรุนแรง และจับตานโยบายการผลิตของกลุ่มโอเปคพลัส

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 85-91 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 87-93 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 31 January 2022

 

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (31 ม.ค. - 4 ก.พ. 65)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง จากความเสี่ยงของอุปทานน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เพิ่มความรุนแรง จนยกระดับเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ประกอบกับอุปทานจากกลุ่มโอเปคพลัสที่เพิ่มขึ้นอย่างจำกัด และตลาดติดตามนโยบายแผนการผลิตเดือน มี.ค.65 ในการประชุมที่จะจัดขึ้นในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปี 2565 ลง เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ในปีก่อนหน้า จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนที่กดดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ และจีน
 

 

 

 

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

-  อุปทานน้ำมันดิบมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้นสู่ระดับนานาชาติ เนื่องจากทำเนียบขาวสหรัฐฯ เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่รัสเซียมีการเคลื่อนพลทหารเข้าใกล้ชายแดนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจู่โจมยูเครน ขณะที่เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) แถลงการณ์เตรียมเรือรบ และเครื่องบินรบตามชายแดนยุโรปตะวันออกเพื่อตอบโต้หากมีการโจมตีทางทหารจากรัสเซีย โดยตลาดคาดการณ์ว่าท่อขนส่งน้ำมัน Druzhba ที่ขนส่งน้ำมันดิบจากรัสเซียทอดผ่านยูเครนไปยังยุโรปอาจได้รับผลกระทบหากสถานการณ์ดังกล่าวถ้ามีการเพิ่มระดับความรุนแรง

-  ตลาดยังคงกังวลต่ออุปทานน้ำมันดิบในตะวันออกกลางเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค เนื่องจากกลุ่มกบฎฮูตีพยายามโจมตีสหรัฐเอมิเรตส์ด้วยขีปนาวุธเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือนเมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าไม่มีรายงานถึงความเสียหายต่อหน่วยการผลิตน้ำมันดิบ แต่จากสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าวเป็นการเพิ่มความตึงเครียดต่อความขัดแย้งทางการเมืองในตะวันออกกลางมากขึ้น

 


 

- จับตาการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปคพลัส ที่จะมีการจัดประชุมประจำเดือนขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. เพื่อพิจารณานโยบายการผลิตสำหรับเดือน มี.ค.65 โดยตลาดคาดการณ์ว่ากลุ่มจะยังคงมติการปรับเพิ่มการผลิตที่ 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวันต่อเนื่อง และจะมีการปรับเพิ่มระดับการผลิตอ้างอิงในเดือน พ.ค. 65 ตามข้อตกลงเดิม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทางกลุ่มจะมีมติปรับเพิ่มการผลิตขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/64 แต่สมาชิกหลายชาติไม่สามารถผลิตได้ตามโควตาการผลิตที่ได้รับเนื่องจากปัญหาต่างๆ โดยล่าสุดอัตราความร่วมมือตามข้อตกลง (OPEC Compliance) ในเดือน ธ.ค. 64 ปรับสูงขึ้นแตะระดับ 127% เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ย. 64 ที่ 120% ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบตึงตัวต่อเนื่อง

-  ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.025% และยังคงการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ในเดือน ก.พ.65 ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ที่ จัดขึ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เฟดชี้ว่าระดับเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับสูงกว่าระดับ 2% และตลาดแรงงานอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่ง จึงมีแนวโน้มที่เฟดจะมีการปรับเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้นในช่วงเดือน มี.ค.65 โดยการประชุมเฟดครั้งต่อไปจะจัดขึ้นวันที่ 15-16 มี.ค.65

- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศปรับลดตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกปี 2565 จาก 4.9% ในรายงานเดือน ต.ค.64 สู่ 4.4% ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ฉบับเดือน ม.ค.65 เนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนที่มีผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน อย่างไรก็ตาม  IMF ปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2566 เพิ่มจากระดับ 3.6% สู่ระดับ 3.8%

- จากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่ตึงตัวประกอบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ ส่งผลให้มีการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะสามารถเฉลี่ยได้สูงกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565 โดย Goldman Sachs คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะสามารถปรับตัวสูงขึ้นไปเฉลี่ยปี 2565 อยู่ที่ระดับ 96 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ Morgan Stanley คาดราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะสามารถแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสที่ 3/65 และเฉลี่ยปี 2565 ที่ระดับ 95.6 ดอลลาร์สหรัฐฯ 

- เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางยุโรป ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ เดือน ม.ค. 65 ดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน เดือน ม.ค.65 ตัวเลขเปลี่ยนแปลงการจ้างงานสหรัฐฯ เดือน ม.ค.65 

 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (24 – 28 ม.ค. 65)  

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 1.68 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 86.82 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 2.14 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 90.03 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 87.72 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปทานน้ำมันดิบตึงตัวเนื่องจากการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอย่างจำกัดของกลุ่มโอเปคพลัส และความกังวลถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนต่อการส่งออกน้ำมันดิบจากรัสเซียไปยังยุโรป อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันเนื่องจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่มกว่า 2.4 ล้านบาร์เรลซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้