“สันติ”สั่งสำนักงานสลากศึกษาขายหวยผ่านแท็บเล็ต

“สันติ”สั่งสำนักงานสลากศึกษาขายหวยผ่านแท็บเล็ต

“สันติ”แนะสำนักงานสลากศึกษาขายสลากผ่านแท็บเล็ต หวังดัดหลังพ่อค้าคนกลาง แก้ปัญหาหวยแพง ขณะที่ ยอดผู้ลงทะเบียนซื้อจองสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้วเกือบ 7 แสนราย โดยสำนักงานฯจะทำการคัดกรองให้เหลือ 2 แสนรายภายใน 1-2 เดือนหลังสิ้นสุดการรับสมัครในสิ้นเดือนม.ค.นี้

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า วานนี้(19ม.ค.)พันโทหนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานกินแบ่งรัฐบาล ได้มารายงานถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา เพื่อเตรียมพร้อมในการตอบกระทู้ของสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องของสลากเกินราคา เพื่อให้สมาชิกเกิดความมั่นใจต่อแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ ตนได้ให้แนวทางแก้ไขสลากเกินราคาไปเพิ่มเติมว่า สำนักงานฯจะต้องตัดปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลางออกไปให้ได้ โดยหนึ่งในแนวทาง คือ สำนักงานสลากฯ จะต้องจัดให้ผู้ค้ารายย่อยได้ขายสลากด้วยตัวเอง โดยอาจจะดำเนินการขายสลากผ่านแท็บเล็ต ซึ่งผู้ขายจะไม่มีสลากใบในมือ และผู้ซื้อสามารถกดเลขสลากที่ต้องการได้

 

“ได้เสนอแนะให้สำนักงานสลากฯ ไปศึกษาวิธีการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือล็อตเตอรี่ใหม่ ด้วยการเปลี่ยนแผงขายล็อตเตอรี่ของผู้ค้ารายย่อยกว่า 200,000 ราย ในปัจจุบัน เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือแท็ปเล็ต แล้วเชื่อมต่อกับระบบข้อมูลของสำนักงานสลาก เมื่อผู้บริโภคตกลงซื้อขายล็อตเตอรี่ ด้วยการกดเลือกตัวเลขที่ต้องการซื้อ จะซื้อกี่ใบก็ได้ ถ้าตัวเลขนั้นยังมีอยู่ในระบบ เช่น จะซื้อ 10 ใบ แต่เมื่อกดตัวเลขแล้ว มีเพียง 4 ใบ ก็สามารถซื้อได้เพียง 4 ใบเท่านั้น เมื่อตกลงซื้อล็อตเตอรี่กันแล้ว ก็ชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง หลังจากนั้นอุปกรณ์ขายใหม่ ก็จะพิมพ์ล็อตเตอรี่ออกมาให้ตามจำนวนที่ซื้อไว้ เพื่อเป็นหลักฐาน เหมือนกับการซื้อล็อตเตอรี่ตามแผงต่างๆ เชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการขายสลากเกินราคา 80 บาทได้ เพราะตัดผู้ค้าคนกลางไปได้”

 

เขากล่าวว่า การแก้ไขปัญหาสลากเกินราคานั้น ถ้ายังคงใช้วิธีเดิมๆ ก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ คิดกันมาหลายปี ก็ยังแก้ไม่ได้ ดังนั้นถ้าจะแก้ไขจริง ก็ต้องศึกษาจริงจัง ปรับวิธีการขาย ลดผู้ค้าคนกลาง ลดการซื้อจองล่วงหน้า เพราะการซื้อจองล่วงหน้า ทำให้เกิดผู้ค้าคนกลาง ถ้าตัดวงจรการซื้อของผู้ค้าคนกลางไม่ได้ ก็แก้ไขปัญหาขายสลากเกินราคาไม่ได้ แต่ถ้าตัดวงจรผู้ค้าคนกลางได้ ก็แก้ปัญหาหวยแพงได้

ทั้งนี้ วิธีการเปิดซื้อจองล็อตเตอรี่ในปัจจุบัน เป็นการเปิดขายจองกันล่วงหน้า ซึ่งจะรู้จำนวนเล่มที่ชัดเจนว่าได้ 5 เล่ม 10 เล่ม เมื่อผู้ซื้อจองล่วงหน้า ไปรับเล่มที่ซื้อจองไว้แล้ว ก็สามารถนำไปขายให้ผู้ค้าคนกลาง เพื่อนำไปรวมชุด เมื่อมีการรวมชุด ก็ต้องมีค่าแรง เมื่อมีค่าใช้จ่ายในการรวมชุด ก็ต้องขายแพงเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นการค้าขาย ทำกำไร

“เมื่อผู้จองล่วงหน้า ซื้อในราคา 70.40 บาทต่อใบ นำไปขายให้ผู้ค้าคนกลางในราคาใบละ 80 บาท ซึ่งก็ไม่ถือเกินราคา ไปห้ามเขาขายก็ไม่ได้ และเมื่อผู้ค้าคนกลาง นำไปรวมชุดก็ต้องมีการบวกค่าใช้จ่าย เมื่อผู้ค้ารายย่อยไปรับมาในราคา 85-90 บาท ก็ต้องนำมาขายในราคาที่แพง ซึ่งก็เป็นวัฎจักรแบบนี้มาหลายสิบปี แก้ไขไม่ได้สักที ก็ลองไปศึกษาวิธีการขายรูปแบบใหม่ ให้ทันสมัย สอดคล้องสถานการณ์ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ มาช่วยขาย เชื่อว่าแก้ไขปัญหาได้แน่”

“ถ้าเราทำวิธีการนี้ จะสามารถตัดปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลางออกไปได้ เพราะผู้ขายจะไม่มีใบสลากในมือไปขายต่อให้พ่อค้าคนกลางได้ ขณะที่ ผู้ซื้อก็สามารถซื้อสลากได้ในราคาไม่เกิน 80 บาท ส่วนจะได้เลขที่ต้องการหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อและจำนวนเลขสลากที่เหลือ”เขากล่าวและว่า ทั้งนี้ สำหรับแท็บเล็ตที่จะนำมาใช้นั้น ทางสำนักงานสลากฯจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ค้า

ด้านพันโทหนุน เปิดเผยความคืบหน้าการเปิดรับสมัครลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิซื้อจองสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำปี 2565 ว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565 ที่สำนักงานสลากฯเปิดรับสมัครลงทะเบียนดังกล่าว ล่าสุด วันที่ 19 ม.ค.65 มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 693,986 ราย เป็นรายเก่า 115,331 ราย และรายใหม่ 578,655 ราย ถือว่า มีจำนวนผู้สนใจสมัครเข้ามาจำนวนมาก

ทั้งนี้ ผู้สมัครรายเก่าที่สมัครเข้ามาจำนวนมากจะอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานครจำนวนกว่า 2 หมื่นราย ส่วนผู้สมัครรายใหม่ที่สมัครเข้ามามากจะอยู่ที่จังหวัดเลยจำนวน 6.2 หมื่นราย

เขากล่าวว่า สำนักงานสลากฯจะเปิดรับสมัครผู้ลงทะเบียนดังกล่าวจนถึง 31 ม.ค.65 โดยไม่มีแผนที่จะเปิดรับเพิ่มเติม ส่วนการเปิดรับโครงการสลาก 80 ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มจุดขายสลาก 80 บาทให้ครบทุกอำเภอนั้น ขณะนี้ มีผู้สมัครเข้ามาแล้วกว่า 4 พันราย

ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯ กำหนดจำนวนผู้มีสิทธิซื้อจองสลากไว้ที่ 2 แสนราย แบ่งเป็นรายเก่าประมาณ 1 แสนราย และ รายใหม่ประมาณ 1 แสนราย ซึ่งเมื่อสิ้นสุดการรับสมัครแล้ว สำนักงานสลากฯจะทำการคัดกรองผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ หากมีจำนวนที่เกินกว่า 2 แสนราย เราจะทำการสุ่มจับฉลาก เพื่อให้ได้จำนวนผู้มีสิทธิซื้อจองสลากตามกำหนด คาดว่า จะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนหลังจากที่ปิดรับสมัคร

เขากล่าวด้วยว่า ในวันที่ 27 ม.ค.นี้ สำนักงานสลากฯจะมีการรายงานให้คณะกรรมการ(บอร์ด)สลากรับทราบถึงความคืบหน้าของการลงทะเบียนดังกล่าว และแนวทางที่จะทำให้ผู้ค้าสลากที่ได้รับคัดเลือกขายสลากในราคา 80 บาท ซึ่งเบื้องต้น เราจะมีมาตรการที่จะทำให้สังคมช่วยตรวจสอบปัญหาการขายสลากราคาแพง เช่น การแจ้งเบาะแส ผู้ค้าที่กระทำผิดเงื่อนไข เป็นต้น