กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ 17-21 มกราคม: ตลาดน่าจะชะลอความร้อนแรง

กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ 17-21 มกราคม: ตลาดน่าจะชะลอความร้อนแรง

ในสัปดาห์ที่แล้ว (10-14 มกราคม) ตลาดหุ้นไทยยังคงขึ้นต่อในโหมด sideways up ซึ่งดีกว่ามุมมองรายสัปดาห์ของเราที่คาดว่าตลาดอาจจะพักฐาน

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และดัชนี US dollar index ที่ทรงตัวยังคงเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนสภาวะการลงทุนให้อยู่ในโหมด risk-on ต่อไป และ หนุนให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นอย่างแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกัน ธนาคารขนาดใหญ่ยังได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ในขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวขึ้นในช่วงนี้ และยังมีการเก็งกันว่าผลประกอบการใน 4Q64 ของหุ้นในกลุ่มจะออกมาแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ภาวะตลาดแผ่วลงไปเล็กน้อยในวันศุกร์เมื่อเริ่มมีสัญญาณว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะขยับขึ้นอีก ในขณะที่สถานะของนักลงทุนต่างชาติพลิกมาเป็นขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย

 

ในสัปดาห์นี้ (17-21 มกราคม) เราคาดว่าโมเมนตั้มขาขึ้นของดัชนี SET จะแผ่วลง และอาจจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงแคบ ประการแรก เรามองว่าหลังจากที่ดัชนีขยับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ราคาหุ้นในSET ค่อนข้างตึงเล็กน้อยแล้ว โดย earnings yield gap (EYG) ปี 2565 เมื่ออิงจากประมาณการ EPS ของเรา และ consensus อยู่ที่ 3.9% และ 3.5% ตามลำดับ ซึ่งยังต่ำกว่า EYG เฉลี่ยระยะยาวที่ 4.3% และเรามองว่าราคาหุ้นที่ตึงอาจจะทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น ประการที่สอง มีสัญญาณว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะขึ้นต่ออีกในสัปดาห์นี้ หลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ขยับเข้าใกล้ระดับ 1.8% เมื่อวันศุกร์ ทั้งนี้ การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความคาดหมายว่าจะ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยสี่ครั้งในปี 2565 จะเพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม แต่ในอีกด้านหนึ่ง เรายังไม่พบว่ามีข่าวลบทางด้านเศรษฐกิจ หรือปัจจัยพื้นฐานของผลประกอบการเข้ามาในตลาด ในขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อ Omicron ในประเทศไทยเริ่มนิ่งแล้ว ดังนั้น เราจึงมองว่าตลาดน่าจะมี downside จำกัดเช่นกัน

 

 

 

 

ติดตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ, ผลประกอบการ บจ. และสถานการณ์ Omicron ในประเทศ

(0/-) นักลงทุนควรติดตามผลประกอบการบจ. สหรัฐใน 4Q64 และแนวโน้มปี 2565 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการอัดฉีดสภาพคล่องกำลังลดลง ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐกำลังจะขึ้นในเร็ว ๆ นี้แล้วการ re-rate หุ้นจึงไม่น่าจะช่วยหนุนหุ้นสหรัฐ แต่ในทางกลับกัน ถ้ามีสัญญาณว่าผลประกอบการจะแย่ลงอาจจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐได้มาก

(0) นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ Omicron ในประเทศ ในช่วงหลายวันมานี้ ยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ 7,000-8,000 คน ซึ่งถือว่าดีกว่าที่ตลาดเคยกลัว อย่างไรก็ตามยังมีโอกาสที่โมเมนตั้มการระบาดในประเทศจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบกับภาวะตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ตลาดขยับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

 

หุ้นบางตัวในกลุ่มพลังงาน, ปิโตรเคมีน่าจะ outperform ในสัปดาห์นี้ โดยเรายังคงเน้นถือกลุ่มธนาคาร เนื่องจากเรามองว่าดัชนี SET อาจจะพักตัวบ้าง และโมเมนตั้มจะชะลอลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่าน ๆ มา ดังนั้น หุ้นขนาดใหญ่ทั่วไปจึงอาจจะพักฐาน และหาไอเดียเทรดรายสัปดาห์ได้ยาก เรามองว่าในระยะสั้นหุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีที่มีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งใน 4Q64 อย่างเช่น IVL* และ SPRC* อาจจะ outperform ได้ ส่วนภาพในระยะยาว เรายังคงมองว่ากลุ่มธนาคารจะ outperform หุ้นกลุ่มหลักอื่น ๆ จากธีมการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจในประเทศ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร/อัตราดอกเบี้ยที่กำลังขยับสูงขึ้น เราชอบ BBL* (หุ้น laggard ในกลุ่มธนาคาร) และ SCB* (เป็นธนาคารที่ขยับก่อนเพื่อนในด้าน digitalization)