background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

รัฐอุดหนุนซื้อ EV คันละ 1.5 แสน ‘สุพัฒนพงษ์’ ชง ครม.เคาะ 28 ธ.ค.นี้

รัฐอุดหนุนซื้อ EV คันละ 1.5 แสน ‘สุพัฒนพงษ์’ ชง ครม.เคาะ 28 ธ.ค.นี้

“สุพัฒนพงษ์” ชง ครม.เคาะมาตรการหนุนอีวีสัปดาห์หน้ามั่นใจบูมตลาด ตั้งงบ 4 ปี 4 หมื่นล้าน คันละ 1.5 แสน ให้รถราคาไม่เกิน 2 ล้าน ลดภาษีสรรพสามิต2% ลดภาษีนำเข้า บีบราคาเท่ารถสันดาป ช่วยลงทุนตั้งจุดชาร์จ “คณิศ” มั่นใจค่ายรถเร่งผลิตอีวี ส.อ.ท.แนะส่งเสริมผู้ผลิตในไทย

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตอีวีอันดับ 1 ของอาเซียน และสร้าง Product Champion ตัวใหม่ ซึ่งเริ่มจากสร้างตลาดในประเทศผ่านมาตรการที่กำลังจะประกาศใช้

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายยานยนต์แห่งชาติ จะเสนอมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 28 ธ.ค.2564 หากไม่ทันจะเสนอ ครม.ในช่วงหลังหยุดเทศกาลปีใหม่ เพื่อจะประกาศมาตรการในต้นปี 2565 

ขณะนี้เตรียมข้อมูลหลายๆ ด้านอย่างรอบคอบ แต่รับรองว่าประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดและต้องบูมแน่นนอน ส่วนจะสนับสนุนและมอบสิทธิพิเศษอย่างไรบ้างนั้น ยังไม่อยากบอกตอนนี้ ขอให้อดใจรออีกนิดเดียว ซึ่งตอนนี้ก็ได้เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว

เรื่องลดคาร์บอนต้องบรรจุเข้าแผนพลังงานชาติ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องชัดเจนขึ้น โดยอีก 9 ปีจะต้องผลิตอีวีเป็น 30% เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียนด้วย รวมถึงอีโคซิสเต็มของระบบสถานีประจุไฟฟ้าจะต้องเพิ่มเติมและต้องทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยสนับสนุนให้สถานีชาร์จไฟฟ้าทั้งในบ้านและนอกบ้าน” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กล่าวว่า การกำหนดมาตรการส่งเสริมอีวีจะครอบคลุมทั้งผู้ใช้รถ ผู้ผลิตรถและสถานีชาร์จไฟฟ้า โดยการประชุม ครม.สัปดาห์หน้า จะมีการเสนอมาตรการส่งเสริมการใช้รถอีวี โดยเฉพาะในเรื่องของการลดภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร ส่วนสิทธิพิเศษในเรื่องของการติดตั้งสถานีชาร์จอีวีจะยังไม่นำเสนอเข้า ครม.ในสัปดาห์หน้า เพราะยังอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดเพิ่มเติม

ชงงบหนุน4หมื่นล้าน

สำหรับรายละเอียดมาตรการส่งเสริมตลาดอีวีประกอบด้วยการลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์อีวี ลดภาษีนำเข้าศุลกากร (อากรขาเข้า) และการคืนเงินให้ผู้ซื้ออีวี โดยจะมีผลในไตรมาส 1 ปี 2565 และมีอายุมาตรการ 4 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มรถอีวีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับการอุดหนุนค่ารถคันละ 150,000 บาท รวมกับการลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% ซึ่งมูลค่าภาษีที่ลดลงได้ขึ้นกับราคาของตัวรถ รวมแล้วมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่คันละ 50,000 บาท และกรณีเป็นอีวีนำเข้าจะได้รับการลดภาษีนำเข้าด้วย แต่มีเงื่อนไขให้บริษัทรถผู้นำเข้ามีแผนผลิตอีวีในประเทศภายใน 3 ปี

สำหรับวงเงินที่จะใช้อุดหนุนราคาอีวีในช่วง 4 ปี ตั้งไว้ที่ 40,000 ล้านบาท โดยในปีที่ 1 คาดว่าจะใช้วงเงินไม่มากเพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการกระตุ้น ซึ่งกระทรวงการคลังและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะมีการลงรายละเอียดเพิ่มเติม

“แนวทางนี้จะทำให้ราคารถอีวีใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปภายในหลังจากที่ราคาลดลงประมาณ 20% โดยการอุดหนุนจะทำผ่านบริษัทรถที่รับเงินอุดหนุนไปเพื่อทำโปรโมชั่นราคา ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจผู้ที่มีแผนซื้อรถยนต์สันดาปภายในให้มาซื้อรถอีวี” แหล่งข่าว กล่าว 

ลดภาษีหนุนอีวี2-7ล้าน

2.กลุ่มราคารถอีวี 2 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อกระตุ้นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ โดยจะมีการลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% และลดภาษีนำเข้า แต่จะมีการกำหนดเพดานราคารถที่ได้รับสิทธิที่คันละ 2-7 ล้านบาท เนื่องจากมีผลต่อการตัดสินใจของกลุ่มที่ซื้อรถราคาสูงไม่มาก รวมทั้งกลุ่มนี้จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนคันละ 150,000 บาท เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว

ทั้งนี้ หากมีการประกาศใช้มาตรการส่งเสริมตลาดอีวีดังกล่าวจะทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีการอุดหนุนราคาอีวีเพื่อจูงใจให้ซื้อรถ ซึ่งที่ผ่านมามีประเทศที่ใช้มาตรการนี้ เช่น จีน เกาหลีใต้ รวมถึงหลายประเทศในทวีปยุโรป

รวมทั้งที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ได้พยายามหาแนวทางที่จะส่งเสริมตลาดอีวีจึงได้พิจารณาแนวทางที่ทำให้ราคาอีวีใกล้เคียงกับราคารถยนต์สันดาปดังกล่าว ซึ่งเป็นการพิจารณาจากต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total cost of ownership : TCO) ที่เห็นค่าเฉลี่ยของส่วนต่างราคาอีวีและรถยนต์สันดาปที่ 200,000 บาท จึงเป็นที่มาของการลดภาษีสรรพสามิต ภาษีนำเข้าและการจ่ายเงินอุดหนุน

เล็งมาตรการหนุนตั้งจุดชาร์จ

แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนสถานีชาร์จด้วย แต่ส่วนนี้อาจไม่ทันเสนอ ครม.วันที่ 28 ธ.ค.นี้ โดยมาตรการส่งเสริมการลงทุนสถานีชาร์จครอบคลุม 2 ส่วน คือ 1.การกำหนดอัตาค่าไฟฟ้าที่จูงใจการลงทุน 2.การอำนวยความสะดวกการติดตั้งจุดชาร์จ

ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการ คือ อัตราค่าไฟที่มีราคาถูก และอาจขยายมาตรการสนับสนุนการติดตั้ง แต่ปัญหาของผู้ประกอบการอยู่ที่เงินทุนในช่วงแรกที่ต้องลงทุนในช่วงที่มีผู้ใช้อีวีไม่มาก จึงมีข้อเสนอที่จะสนับสนุนให้ประชาชนมีรถอีวีก่อนแล้วจะทำให้มีสถานีชาร์จเพิ่มเข้ามา ในขณะที่การอัดประจุไฟจะส่งเสริมทั้งผู้ประกอบการ และมีแนวทางสนับสนุนการติดตั้งตามบ้าน

ที่ผ่านมาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนสถานีชาร์จที่ดี แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้านเพื่อผลักดันให้เกิดจุดชาร์จมากขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญสุดที่ผู้ประกอบการและประชาชนต้องการมากที่สุด คือ ค่าไฟที่มีราคาถูก ซึ่งปัจจุบันเอกชนได้ราคาขายส่งไฟฟ้า แต่จะมีการบวกค่าบริการขายปลีก และถ้ามีการส่งเสริมปริมาณรถมากขึ้นจะทำให้สถานีชาร์จเพิ่มขึ้นอัตโนมัติ” แหล่งข่าว กล่าว

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุม ครม.สัปดาห์หน้าอาจจยังไม่มีการพิจารณาในเรื่องนี้ ส่วนเม็ดเงินที่จะใช้ในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์แก่ประชาชนนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะเป็นผู้พิจารณา

เผยค่ายรถปรับไลน์ผลิตอีวี

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้เห็นแพ็คเกจ มาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศแล้วเป็นแพคเกจที่ดีมาก และเชื่อว่าจะจูงใจให้คนหันมาใช้รถอีวี รวมทั้งดึงดูดให้ค่ายรถยนต์หันมาลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะมีการเสนอ ครม.ในอีกไม่นาน

“นโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของไทยมีความคืบหน้าและมาได้ไกลมาก ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่อีอีซี เริ่มมีการติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว คาดในช่วงกลางปี 2565 จะมีไม่ต่ำกว่า 300 แห่ง ขณะที่การผลิตรถยนต์ในไทยจากปัจจุบันที่ 2 ล้านคันต่อปี ก็จะถูกปรับสัดส่วนให้ครึ่งหนึ่ง หรือ 1 ล้านคัน เป็นการผลิตรถยนต์อีวีภายใน 5 ปี”

นายคณิศ กล่าวว่า ขณะนี้ค่ายรถยนต์ยุโรป อย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ได้ยืนยันแล้วว่าจะปรับสายการผลิตไปสู่รถอีวีทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่า รถยนต์อีวีไม่ใช่รถยนต์ทางเลือก

ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเริ่มมีแผนที่จะปรับสายการผลิตเป็นรถอีวี รวมทั้งจีน ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหม่ ก็จะเข้ามาผลิตรถอีวีในไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งในระยะแรกจะเป็นการนำเข้าโดยใช้ประโยชน์จากมาตรการทางภาษี แต่หลังจากนั้นจะต้องเข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย ซึ่งถือเป็นข้อผูกมัดในมาตรการที่ไทยจะส่งเสริม

ส.อ.ท.ชี้หนุนเฉพาะรถนำเข้า

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แพ็คเกจที่ออกมาเห็นได้ชัดว่าช่วยเหลือรถนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ 

ในขณะที่ยอดขายรถในเดือน ม.ค.-พ.ย.2564 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 1,800 กว่าคัน โดยในจำนวนดังกล่าว 90% เป็นรถยนต์นำเข้า ดังนั้น จึงอยากให้เน้นส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งในปี 2563 เคยมีการนำเสนอโครงการนำรถยนต์เก่ามาแลกรถยนต์ไฟฟ้า และมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ดังนั้น จึงอยากเห็นความชัดเจนของมาตรการสนับสนุนผู้ใช้รถอีวีด้วยเช่นกัน

“ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลไม่กระตุ้นให้มีการผลิตในไทยในเมื่อบอกว่ามีวงเงินสนับสนุนกว่า 40,000 ล้านบาท ก็ควรจะกระตุ้นสนับสนุนกลุ่มโรงงาน ตอนนี้คนที่ซื้อคือกลุ่มคนมีเงิน ไม่ลดเขาก็ซื้ออยู่แล้ว เพราะ 95% เป็นรถนำเข้าอีก 6% เป็นรถที่ผลิตในไทยที่มีเพียงยี่ห้อเดียว และราคาก็ถูกที่คันละ 6-7 แสนบาท แต่คนก็ยังซื้อน้อย เพราะต้องการรถที่มีขนาดใหญ่วิ่งได้ระยะทางที่ไกล” นายสุรพงษ์ กล่าว

แนะเร่งหนุนผู้ผลิตในไทย

ในขณะที่รถนำเข้ามีราคาคันละ 2-3 ล้านบาท ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อที่ต้องการซื้ออยู่แล้วจะไปกระตุ้นตรงกลุ่มนี้ทำไม จึงเห็นว่าไปกระตุ้นให้มีการผลิตในประเทศไทยจะดีกว่า ซึ่งในปีที่แล้วมีการทำโครงการการเปลี่ยนรถยนต์ใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงมีการการอบรมให้ความรู้ที่เรียนในวิทยาลัยอาชีวศึกษา และมีหลายบริษัทเข้าร่วมเพื่อให้นำรถกระบะมาเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ปัญหาแบตเตอรี่ไม่เพียงพอ

นอกจากนี้บริษัท 13 แห่ง ที่ได้ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เพื่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าก็ไม่ทราบว่าตอนนี้ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนหรือยัง ซึ่งควรจะไปกระตุ้นกลุ่มผู้ผลิตสนับสนุนงบประมาณจัดตั้งโรงงานดีกว่านำเงินไปสนับสนุนกลุ่มผู้ซื้อและยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและสนับสนุนผู้ผลิตต่างประเทศ

“ผลดีตกกับคนมีเงินแทนที่จะซื้อ 2-3 ล้านบาท ก็ใช้เงินล้านกว่า ซึ่งยังไม่เห็นรายละเอียดของแพ็คเกจที่จะออกมาจึงอยากรู้ว่าจะสนับสนุนอย่างไร ครม.จะอนุมัติหรือไม่ก็ไม่รู้ ขณะนี้คนใช้ยังไม่มากและรัฐบาลมีเวลาในการสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตตั้งโรงงานครบวงจรตั้งปีนี้ และปีถัดไปก็ช่วยลดราคาคันละเท่าไหร่ก็ว่าไป ของเราเจอโควิด แรงงานขาดหายไป ทำไมไม่สร้างงาน สร้างเม็ดเงินลงทุนในไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอีวี” นายสุรพงษ์ กล่าว