background-default

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม 2569

Login
Login

“บีโอไอ” เพิ่มสิทธิประโยชน์ จูงใจลงทุนกิจการ “BCG”

“บีโอไอ” เพิ่มสิทธิประโยชน์ จูงใจลงทุนกิจการ “BCG”

แนวคิด BCG ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) คือ การพัฒนาเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐ ที่ต้องการต่อยอดจุดแข็งของไทยที่มีความหลากหลายทางด้านการเกษตรที่ยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ส่งเสริมการลงทุนใน BCG แบบครบวงจรตั้งแต่เกษตรต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช หรือสัตว์ การปลูกไม้เศรษฐกิจ การคัดคุณภาพ บรรจุ เก็บรักษาผลิตผลเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร การผลิต เชื้อเพลิงจากผลิตผลทางการเกษตร การผลิตหรือให้บริการระบบเกษตรสมัยใหม่และเทคโนโลยีชีวภาพ 

ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เห็นชอบมาตรการขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2564 จะสนับสนุนการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศด้วย BCG ดังนี้

1.การขยายขอบข่ายการสนับสนุนตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเศรษฐกิจฐานรากครอบคลุมการสนับสนุนองค์กรท้องถิ่นพัฒนากิจการเกษตรที่ยั่งยืน เช่น การปลูกข้าวแบบปล่อยมีเทนต่ำ โดยขยายเวลาการยื่นขอรับการส่งเสริมตามมาตรการเศรษฐกิจฐานราก 1 ปี เป็นสิ้นสุดในเดือน ธ.ค.2565

2.เพิ่มขอบข่ายมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรการย่อยด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน หรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมกรณีเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี สัดส่วน 50% ของเงินลงทุน

3.การปรับปรุงประเภทกิจการ สิทธิและประโยชน์ 2 กิจการ คือ กิจการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี กรณีใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน โดยรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และกิจการห้องเย็นหรือกิจการห้องเย็นและขนส่งห้องเย็นในกรณีใช้สารทำความเย็นธรรมชาติจะได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี

4.เปิดให้ส่งเสริมการลงทุนกิจการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ที่ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน โดยรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา BOI ปรับปรุงประเภทกิจการตามแนวคิด BCG ต่อเนื่อง โดยปี 2563 เพิ่มประเภทกิจการโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ซึ่งเป็นโรงปลูกพืชที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ครบถ้วนและแม่นยำ ซึ่งส่งผลให้ได้ผลผลิตคุณภาพและปลอดภัย โดยเป็นธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการทั้งในประเทศและการส่งออก 

รวมทั้งปรับปรุงขอบข่ายและสิทธิประโยชน์กิจการเดิมในกลุ่ม BCG ให้สอดคล้องสถานการณ์ เช่น กิจการผลิตอาหารสัตว์หรือส่วนผสมอาหารสัตว์ กิจการห้องเย็นหรือกิจการห้องเย็นและขนส่งห้องเย็นกำหนดให้ใช้สารทำความเย็นที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการ BOI กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับเพื่อก้าวเข้าสู่ New Economy ผ่านการพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี นวัตกรรม และสร้าง Eco system ที่รองรับการสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยทั้ง Go Green และ Go Digital เป็นทิศทางที่พาประเทศไทยก้าวเข้าไปสู่ New Economy

ทั้งนี้ มีความจำเป็นที่ต้องผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในสาขาที่มีศักยภาพสูงและอยู่ในเทรนด์ใหม่ของโลก โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลาง BCG ที่ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมแต่จะเป็นแพลตฟอร์มที่จะทำให้ประเทศไทย Go Green เพื่อเข้าสู่สังคมคาร์บอนเป็นศูนย์ รวมถึงการเป็นศูนย์กลางด้านเกษตรอาหาร ศูนย์กลางด้านพลังงานหมุนเวียน ศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง และศูนย์กลางธุรกิจการดูแลสุขภาพ

"Go Green เป็นประเด็นที่ทุกประเทศมีทิศทางการพัฒนาไปทางนี้ โดยเดินตามแนวทาง Environmental, Social, and Corporate Governance หรือ ESG"

ขณะนี้ BOI กำลังจัดทำยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะนำมาใช้แทนยุทธศาสตร์ 8 ปี (2558-2565) เพื่อนำมาใช้แทนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2566-2570) ซึ่งจะเป็นยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2566-2570)