background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

UTA เดินหน้าลงทุน “อู่ตะเภา” ลุยตอกเสาเข็มเฟสแรกปี 2566

UTA เดินหน้าลงทุน “อู่ตะเภา” ลุยตอกเสาเข็มเฟสแรกปี 2566

UTA เดินหน้าลงทุนเฟสแรก 3.1 หมื่นล้านบาท ปั้นสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกตามแผน ตอกเสาเข็มปี 2566 แม้โควิดกระทบการเดินทาง เชื่อฟื้นตัวทันเปิดบริการในปี 2568

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โดยระบุว่า ปัจจุบันบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA อยู่ระหว่างเจรจากับภาครัฐในส่วนของแผนดำเนินงาน ภายหลังส่งแผนแม่บท (มาสเตอร์เพลน) พัฒนาโครงการดังกล่าวให้กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา

โดยการดำเนินโครงการขณะนี้ ภาพรวมยังถือว่าเป็นไปตามแผนกำหนดไว้ ในช่วงที่ผ่านมา UTA ได้ลงพื้นที่เข้าไปปิดรั้วกันพื้นที่เตรียมงานก่อสร้าง อีกทั้งยังดำเนินงานในส่วนของการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) เบื้องต้นจึงคาดการณ์ว่าจะสามารถดำเนินการตามแผนกำหนด และตอกเสาเข็มเริ่มงานก่อสร้างในปี 2566

“คอนเซ็ปต์พัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เราจะสร้างให้เป็นเมืองที่น่าสนใจ นอกเหนือจากการเป็นพื้นที่เพื่อเดินทางเท่านั้น สร้างให้สนามบินและเมืองการบินนี้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค รองรับเที่ยวบินทั้งในประเทศ ต่างประเทศ และเชื่อมต่อเส้นทางบินแบบจุดต่อจุด (Point-to-point)”

สำหรับท่าอากาศยานอู่ตะเภา UTA ได้ว่าจ้างทีมบริหารท่าอากาศยานนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เข้ามาเป็นผู้บริหาร โดยคอนเซ็ปต์ภายในอาคารจะเน้นความทันสมัย นำเทคโนโลยีมาให้บริการ เพื่อตอบรับต่อความเปลี่ยนแปลงหลังจากเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ต้องเน้นลดการสัมผัส อีกทั้งท่าอากาศยานอู่ตะเภาจะเป็นท่าอากาศยานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์กลางด้านการบินในประเทศ ระหว่างประเทศ และสายการบินต่างชาติก็จะเข้ามาใช้บริการเป็นฮับการบินด้วย

นายพุฒิพงศ์ กล่าวด้วยว่า แม้จะมีการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่กระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสาร แต่ส่วนตัวยังมองว่าการเดินทางจะเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีแรกของการเปิดให้บริการท่าอากาศยานอู่ตะเภา ในปี 2568 ประเมินว่าผู้โดยสารอาจไม่เติบโตอย่างที่ประเมินไว้ แต่เชื่อว่าหากการเดินทางในภูมภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาขยายตัวเช่นเดิม ปริมาณผู้โดยสารของท่าอากาศยานอู่ตะเภาจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก หรือหากมีกรณีอัดอั้นการเดินทางเกิดขึ้น อาจส่งผลให้ผู้โดยสารเติบโตอย่างก้าวกระโดด

“ภูมิภาคเอเชียก่อนเกิดโควิด-19 มีปริมาณการเดินทางสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในโลก จึงคิดว่าแม้จะมีเหตุการณ์โควิด ก็มองว่าผู้โดยสารอาจชะงักไปบ้าง ไม่ได้เติบโตในปริมาณการคาดการณ์ไว้ แต่คงไม่มีผลเท่าไหร่ นอกจากจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้อีก ดังนั้นการจราจรในปีที่อู่ตะเภาเปิดปีแรก น่าจะมีผู้โดยสารกลับมาแล้ว หรือไม่อาจโตแบบก้าวกระโดด”

ส่วนแผนลงทุนในโครงการนี้ แม้ปัจจุบันจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่ออุตสาหกรรมการบิน แต่ UTA ยังคงแผนลงทุนแบ่งออกเป็น 4 ระยะเช่นเดิม และจะไม่มีการเจรจาขอเยียวยาจากภาครัฐ เพราะเชื่อว่าธุรกิจการบินที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ มีความต้องการการเดินทาง และจะเป็นโครงการที่สร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ ดังนั้นคงไม่เอาเรื่องการเยียวยามาเป็นเงื่อนไขต่อรอง ไม่มองผลประโยชน์ส่วนตัว ต้องมองที่ผลประโยชน์ส่วนรวม

ทั้งนี้ โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนโดยใช้เงินลงทุนประมาณ 290,000 ล้านบาท แบ่งการลงทุนออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่

  • ระยะที่ 1 งบลงทุน 31,290 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารขนาด 157,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15.9 ล้านคนต่อปี
  • ระยะที่ 2 งบลงทุน 23,852 ล้านบาท พัฒนาอาคารผู้โดยสารมีพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 107,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด30 ล้านคนต่อปี
  • ระยะที่ 3 งบลงทุน 31,377 ล้านบาท เป็นการต่อขยายอาคารผู้โดยสารเพิ่มเติมจากระยะที่ 2 กว่า 107,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 45 ล้านคนต่อปี
  • ระยะที่ 4 งบลงทุน 38,198 ล้านบาท มีพื้นที่อาคารผู้โดยสารหลังที่สองของเมืองการบิน เพิ่มขึ้นกว่า 82,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 60 ล้านคนต่อปี