background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

"โครงสร้างราคาน้ำมัน" คำถามสังคม คนไทยแบกอะไรอยู่

"โครงสร้างราคาน้ำมัน"  คำถามสังคม คนไทยแบกอะไรอยู่

การบริหารจัดการ “ราคาน้ำมัน” ที่หน้าปั๊มสูงกว่าต้นทุนหน้าโรงงานเกือบเท่าตัว ซึ่งในราคาที่สูงขึ้นนั้นเกิดจากหลายปัจจัย อย่างไรก็ตาม การที่ “ผู้ใช้บริการน้ำมัน” หรือ สหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะ “น้ำมันดีเซล” จะมุ่งเป้าไปยัง กระทรวงพลังงาน

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงการแก้ปัญหาราคาน้ำมันจากการกู้เงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อมาพยุงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30บาทต่อลิตร ดูจะไม่ใช่ทางออกที่ตรงใจใครหลายคน เพราะเป้าราคาที่อยากได้น่าจะอยู่ที่ 25 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ ข้อเสนอเพื่อขอให้รัฐบาลลดภาษีน้ำมันก็ดูเหมือนจะไม่เข้าหูรัฐบาลซักเท่าไหร่ และได้รับการยืนยันจากกระทรวงพลังงานว่า การลดภาษีน้ำมันจะเป็นทางเลือกสุดท้าย และอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการคลังโดยตรง ซึ่งเป็นผู้เก็บเงินภาษีน้ำมัน

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงว่า โครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงแบ่งออกเป็น 6 องค์ประกอบ ได้แก่

1. ราคาหน้าโรงงาน ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ

2. ภาษีสรรพสามิต ที่อัตราประมาณ 0.975-6.5 บาทต่อลิตร ขึ้นกับประเภทน้ำมัน ซึ่งจัดเก็บบนหลักการด้านสิ่งแวดล้อม

3. ภาษีเพื่อส่วนราชการท้องถิ่น ที่ 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อเป็นรายได้ท้องถิ่นในการจัดทำบริการสาธารณะ และกิจกรรมสาธารณะแก่ประชาชนในพื้นที่

4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ซึ่งเป็นการจัดเก็บสินค้าเกือบทุกประเภท

5. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จัดเก็บประมาณ -17.6143- 6.58 บาทต่อลิตร ขึ้นกับประเภทน้ำมัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการรักษาเสถียรภาพของราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ

6. ค่าการตลาด ซึ่งเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ

“องค์ประกอบราคาน้ำมันว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อส่วนราชการท้องถิ่น เงินนำส่ง/ได้รับอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเงินนำส่งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีการจัดเก็บภาษี และได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราที่แตกต่างกันตามโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมัน”

ผลจากโครงสร้างราคาต่อน้ำมันแต่ละชนิด โดยน้ำมันที่รถยนต์ส่วนใหญ่มีการใช้ ได้แก่ น้ำมันดีเซล มีราคาหน้าโรงงานคิดเป็นสัดส่วน 75-87% ของราคาขายปลีก ในส่วนของภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อส่วนราชการท้องถิ่น เงินนำส่ง/ได้รับอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเงินนำส่งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 6-16% ของราคาขายปลีกเท่านั้น ในส่วนค่าการตลาดคิดเป็นสัดส่วน 1 – 3% ของราคาขายปลีก และท้ายสุดภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าทุกประเภทที่ 7% ของมูลค่าสินค้า

สำหรับกลุ่มราคาน้ำมันเบนซิน มีราคาหน้าโรงงานคิดเป็นสัดส่วน 56-100% ของราคาขายปลีก ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อส่วนราชการท้องถิ่น เงินนำส่ง/ได้รับอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเงินนำส่งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน คิดเป็นสัดส่วน 25-35% ของราคาขายปลีก ค่าการตลาดคิดเป็นสัดส่วน 2 – 18% ของราคาขายปลีก และภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าทุกประเภทที่ 7% ของมูลค่าสินค้า

 

สำหรับกลุ่มราคา LPG ราคาหน้าโรงงานคิดเป็นสัดส่วน 157% ของราคาขายปลีก ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อส่วนราชการท้องถิ่น เงินนำส่ง/ได้รับอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเงินนำส่งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน คิดเป็นสัดส่วน -81% ของราคาขายปลีก เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีการอุดหนุนราคาดังกล่าวอยู่ LPG ค่าการตลาดอยู่ที่สัดส่วนร้อยละ 17 ของราคาขายปลีก และภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าทุกประเภทที่ 7% ของมูลค่าสินค้า

เทียบราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลของไทยและอาเซียน (25 ต.ค.2564)

-ไทย อยู่ที่ 29 บาทต่อลิตร 

-สิงคโปร์อยู่ที่ 53 บาทต่อลิตร 

-สปป. ลาวอยู่ที่ 31.50 บาทต่อลิตร 

-กัมพูชาอยู่ที่ 30.24 บาทต่อลิตร 

-ฟิลิปปินส์อยู่ 28.69 บาทต่อลิตร 

-เมียนมาร์อยู่ 26.95 บาทต่อลิตร 

-มาเลเซีย (ผู้ส่งออกน้ำมัน) อยู่ที่ 17.42 บาทต่อลิตร

ในด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยอยู่ที่10% ของมูลค่าสินค้าและบริการ แต่จัดเก็บจริงที่ 7% ของมูลค่าสินค้าและบริการ ทั้งนี้ เพื่อลดภาระแก่ประชาชน และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้วพบว่า ประเทศไทยมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำที่สุดในภูมิภาค รวมทั้งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่ม OECD จะพบว่า อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยของกลุ่ม OECD สูงกว่าอัตราจัดเก็บจริงของประเทศไทยเกือบ 3 เท่า หรืออยู่ที่ 19.3%

นอกจากนี้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้แจกแจงโครงสร้างราคาน้ำมันทุก 1 ลิตร ประกอบด้วย

1. ต้นทุนเนื้อน้ำมัน ( 40 – 60% )คือ ต้นทุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น ซึ่งอ้างอิงราคาตามตลาดกลางภูมิภาคเอเชีย

2. ภาษีต่างๆ ( 30– 40%)ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศ และบำรุงท้องถิ่น โดยภาษีที่จัดเก็บ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ที่จัดเก็บโดยกระทรวงการคลัง ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต นำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ, ภาษีเทศบาล ที่จัดเก็บโดยกระทรวงการคลัง ในอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต มาตรา 150 และจัดส่งให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น และภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จัดเก็บ 7% ของราคาขายส่งน้ำมันเชื้อเพลิง และจัดเก็บอีก 7% ของค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิด

3. กองทุนต่างๆ (5– 20%) อาทิ 1. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จัดเก็บตามประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ให้เกิดความผันผวน 2. กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่จัดเก็บตามประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงาน

4. ค่าการตลาด (10– 18%) คือ ส่วนที่เป็นต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการคลังน้ำมัน การขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการ รวมถึงการให้บริการของสถานีบริการที่เติมน้ำมันแต่ละลิตรให้กับประชาชน

โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยในปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันของไทยแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน และมีความผันผวนตลอดเวลา ซึ่งองค์ประกอบราคาน้ำมันเป็นเหมือนภาระที่ประชาชนต้องแบกรับ ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่ภาครัฐกำหนดขึ้น แต่ท่ามกลางทางแยกแห่งความเห็นต่างการกำหนดราคาน้ำมันในขณะนี้ การบริหารจัดการราคาทั้งเพื่อตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น และระยะยาวเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐต้องดำเนินการขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมคำตอบต่อคำถามสังคมที่มีต่อราคาน้ำมันที่เป็นภาระต้องแบกรับอยู่กันถ้วนหน้า

 

พิสูจน์อักษร โดย....สุรีย์  ศิลาวงษ์