วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ (15 พฤศจิกายน 2564)

15-19 พฤศจิกายน : แกว่งตัวขึ้น ประเด็นดอกเบี้ยสหรัฐฯ รับรู้อยู่ในตลาดแล้ว ตลาดขึ้นแบบ Sideways up ราคาหุ้นสะท้อนการปรับความคาดหมายเรื่องอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว

ในสัปดาห์ที่แล้ว (8-12 พฤศจิกายน) ตลาดหุ้นไทยยังคงพักฐานต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีความชัดเจนมากขึ้นในด้านของเศรษฐกิจมหภาคสหรัฐ จากการที่ FOMC กำหนดกรอบเวลาชัดเจนในการลดขนาด QE และสภา congress อนุมัติร่างกฎหมายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 1.0 ล้านล้านดอลลาร์ฯ แต่ตัวเลข CPI สหรัฐเดือนตุลาคมซึ่งสูงเกินคาดอย่างมากทำให้ดัชนี dollar index และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งสูงขึ้น ส่งผลลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชีย และทำให้กระแสเงินทุนจากต่างชาติในตลาดหุ้นผันผวน สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สถานการณ์ COVID-19 ยังคงดีขึ้นต่อเนื่อง และการเปิดประเทศยังมีแนวโน้มดี แต่ราคาหุ้นในตลาดสะท้อนถึงทิศทางการเปิดประเทศไปมากแล้ว ในขณะเดียวกัน ผลประกอบการ 3Q64 ที่ออกมามีทั้งบวกและลบ โดยไม่ได้ช่วยหนุนภาวะตลาดอย่างแข็งแกร่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

สำหรับสัปดาห์นี้ (15-19 พฤศจิกายน) เราคาดว่าดัชนี SET จะฟื้นตัวขึ้น และจะขยับขึ้นได้แรงกว่าเดิมเราเชื่อว่าตลาดการเงินรับรู้ถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อโลก และเตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยที่อาจจะเร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยในกรณีของสหรัฐ หากพิจารณาจาก CME Fed Fund Future พบว่านักลงทุนคาดว่า Fed จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน หรือ กรกฎาคม 2565 หลังจากที่ Fed ยุติการลดขนาด QE แล้ว สำหรับปัจจัยภายในประเทศ เราคาดว่า GDP 3Q64 (ซึ่งจะประกาศในวันนี้) น่าจะอ่อนแอ แต่ไม่น่าจะกระทบกับตลาดหุ้น เราเชื่อว่าที่ระดับปัจจุบัน ดัชนี SET มี downside จำกัด เราแนะนำให้นักลงทุนรอให้ดอลลาร์อ่อนค่าอีกรอบ และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรลดลงก่อน ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่าจะมีกระแสเงินทุนจากต่างชาติไหลกลับเข้ามาใหม่

 

 

 

 

ติดตามตัวเลข GDP 3Q64 ของไทย และการปรับประมาณการ EPS หลังงบ 3Q64

(0) สภาพัฒน์ฯ จะประกาศตัวเลข GDP 3Q64 ในวันที่ 15 พฤศจิกายน เช้าวันนี้ NESDC จะประกาศตัวเลข GDP 3Q64 และแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ โดยนักเศรษฐศาสตร์ของเราคาดว่า GDP ใน 3Q64 จะขยายตัว 0.1% YoY ในขณะที่ consensus คาดว่าจะหดตัวลง 0.8% YoY อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าตลาดจะไม่ให้ความสำคัญกับตัวเลข GDP ที่อ่อนแอ แต่จะให้ความสนใจมากกว่ากับจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจใน 4Q64 และในปี 2565

(0) การปรับประมาณการ EPS ของหุ้นไทยหลังประกาศงบ 3Q64 จากการสังเกตตลาดในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราพบว่า EPS ปี 2565 ของบริษัทส่วนใหญ่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่มีการปรับเพิ่มประมาณการ EPS ปี 2564 ขึ้น เนื่องจากผลประกอบการของบางบริษัทในกลุ่มพลังงานออกมาแข็งแกร่ง และของกลุ่มโรงพยาบาลส่วนใหญ่ออกมาดี ทั้งนี้ เราคิดว่าการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้จะไม่ส่งผลกับดัชนี SET เพราะนักกลยุทธ์ส่วนใหญ่ประเมินโดยอิงจากประมาณการกำไรปี 2565 อยู่แล้ว

 

ยังคงมองตลาดบวก แนะนำสะสมหุ้น domestic plays ที่ราคายังสมเหตุสมผล

เรายังคงแนะนำหุ้นกลุ่มเดิม ๆ และตัวเดิม ๆ โดยหุ้น 3 กลุ่มหลักที่เรา overweight ได้แก่ ธนาคาร, commerce และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งน่าจะได้อานิสงส์จากภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากขึ้นในระยะต่อไป และราคาหุ้นยังสมเหตุสมผลอยู่ เราชอบหุ้นธนาคารใหญ่อย่าง KBANK* และ BBL* แต่ชอบหุ้นเพียงบางตัวในกลุ่ม commerce ในเชิง recovery plays อย่างเช่น CPALL*, HMPRO* สำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เรายังคงชอบผู้ประกอบการระดับกลาง ที่เน้นโครงการแนวราบซึ่งน่าจะได้อานิสงส์จากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV อย่างเช่น LH* และ ORI*