เปิดงบ 10 “แบงก์” ไตรมาส3/64 กำไรสุทธิ 4.3 หมื่นล้าน โต 35.87% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ 9 เดือน กำไร 1.39 แสนล้าน เพิ่มขึ้น 31.64% หลังสำรองลดวูบ 8.48% โบรกชี้ ไทยพาณิชย์งบดีเกินคาด ประเมินทั้งปีกำไรกลุ่มแบงก์แตะ 1.73 แสนล้าน
ทั้งนี้ธนาคารที่กำไรสุทธิปรับขึ้นโดดเด่น เช่น CIMBT กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 818% ขณะที่แบงก์ใหญ่ อย่าง SCB กำไรเพิ่มขึ้น 90% และKTB 65.36% และBBL เติบโตขึ้นถึง 71%
ขณะที่ งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 139,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.64 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน พบ KBANK กำไรโตมากที่สุด 73.46% รองลงมาคือ BAY 39.45% BBL ที่ 36.57% และ KTB ที่ 25%
ทั้งนี้หากดูด้านสำรองหนี้เสีย หรือผลขาดทุนด้านเครดิต ในภาพรวมไตรมาส 3 ปีนี้อยู่ที่ 55,856 ล้านบาท ลดลง 8.48% ขณะที่ 9 เดือน อยู่ที่ 160,823 ล้านบาท ลดลง 13.87%
ส่วนภาพรวมหนี้เสียโดยรวม มียอดคงค้างอยู่ที่ 555,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.87 %
ด้านนายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน กล่าวว่า ผลประกอบการของแบงก์ไตรมาส 3 ปีนี้ ถือว่าออกมาดีตามคาด
โดยกำไรรวมทั้งอุตสาหกรรมจะอยู่ที่ 4.1-4.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยแบงก์ที่ผลงานออกมาเกินคาดเช่น SCB ที่กำไรโตโดดเด่น
ขณะที่การตั้งสำรองทั้งกลุ่ม คาดว่าอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ 5.9 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้กำไรแบงก์ไตรมาสนี้เติบโตมากขึ้น
ส่วนทั้งปี คาดการณ์ว่ากำไรแบงก์ทั้งกลุ่มน่าจะอยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท และอาจมีโอกาสไปแตะ 1.72-1.73 แสนล้านบาท หรือโตราว 20%
ดังนั้นเหล่านี้ก็สะท้อนว่ากลุ่มแบงก์ผลการดำเนินงานดีขึ้น และพ้นจุดต่ำสุดแล้ว ส่วนสำรองทั้งปีคาดอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ 3.38 แสนล้านบาท และคาดลดต่อเนื่องเหลือ 1.9 แสนล้านบาทในปีหน้า
อย่างไรก็ตามมองว่า กลุ่มแบงก์ยังมีความท้าทายอยู่ หลังจากหมดมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน แบงก์อาจจะต้องมาดูใกล้ชิด เกี่ยวกับหนี้เสีย ในกลุ่มเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อยที่ยังเปราะบาง ดังนั้นความเสี่ยงยังมีอยู่
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ ให้น้ำหนักกลุ่มแบงก์มากกว่าตลาด เพราะมีทิศทางฟื้นตัว ขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ ซื้อขายยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำเพียง 0.7 เท่า ซึ่งยังโอกาสที่ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ยังปรับขึ้นได้ โดยแนะนำซื้อ ซึ่ง BBL โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 154 บาท และKBANK ที่ 172 บาท และ SCB ที่ 133 บาท
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ไตรมาสนี้ธนาคารมีกำไรสุทธิที่ 8,818 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90.0% จากปีก่อน
เป็นผลจากความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจที่ดีขึ้นและการตั้งเงินสำรองที่ลดลง
ซึ่งถือว่าเติบโตได้ต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานะการเงินของธนาคาร และความสามารถในการปรับตัวภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ผลงาน 9 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิที่ 28,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.47% จากสำรองที่ลดลง 28.28% จากปีก่อน
โดยยังตั้งสำรองระดับสูงที่ 42,879 ล้านบาท ภายใต้หลักความระมัดระวัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวจากโควิด-19
อีกทั้งธนาคารยังต้องติดตามดูแลคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า กำไร 9 เดือนอยู่ที่ 27,409 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.5%
โดยมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้นใน บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) โดยการเติบโตของสินเชื่อเพื่อธุรกิจสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรุงศรีฯในการช่วยเหลือลูกค้าผ่านหลายมาตรการ ทั้งนี้ ปีนี้คงเป้าสินเชื่ออยู่ที่ กรอบล่างของ 3-5%
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความท้าทายจากโควิด-19
ธนาคารจึงใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ โดยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตในระดับสูง และบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ





