วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกเก็งกำไรโภคภัณฑ์ ขณะที่ระวังความผันผวนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งคล้ายช่วงก.พ.-มี.ค. หุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงแรง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากการเร่งตัวขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield)

ซึ่งในมุมหนึ่งคือการเพิ่มของอัตราคิดลด (discounted rate) ที่ใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้น ส่งผลให้หุ้นที่ซื้อขายด้วย Valuation ที่แพง จะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงในเชิงการประเมินมูลค่าที่มากกว่า ซึ่งสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วง ก.พ.-มี.ค.64 ที่กดดันให้หุ้นเทคโนโลยีเคลื่อนไหวแย่กว่าหุ้นอื่น อย่างไรก็ตามช่วงเวลาดังกล่าวหุ้นไทยกลับไม่ได้รับผลกระทบมากนักและยังสามารถแกว่งตัวขึ้นได้ เนื่องจากประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากหุ้นพลังงานและปิโตรเคมี ขณะที่กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวแย่ที่สุดคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ปรับลดลง 28% จากความเคลื่อนไหวที่มักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ 

สิ่งที่ต้องจับตาคือประมาณการกำไรบจ. แม้การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกรอบนี้ในมุมหนึ่งจะสะท้อนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่มีโอกาสที่ความผันผวนของหุ้นโลกจะสูงขึ้น อันเนื่องมาจากวัฏจักรผลประกอบการ (Earnings cycle) ที่อาจเริ่มชะลอตัวลง จากเงินเฟ้อและผลกระทบของการระบาดของโควิดสายพันธ์เดลต้าในหลายประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในระยะสั้นมีโอกาสผันผวนได้มากขึ้นกว่ารอบ ก.พ.-มี.ค.64 อย่างไรก็ตาม เราประเมินหุ้นในกลุ่มที่สามารถรับมือเงินเฟ้อได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มโภคภัณฑ์ อาทิ พลังงาน ปิโตรเคมี สินค้าเกษตร จะยังมีความเคลื่อนไหวที่เป็นบวกได้ อย่างไรก็ตามอาจต้องระวังความผันผวนของหุ้นที่ผลประกอบการอ่อนแอ หรือซื้อขายด้วย Valuation ที่สูง ที่อาจจะผันผวนมากกว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า สาธารณูปโภค (ได้รับผลกระทบจากอัตราคิดลด) หรืออิเล็กทรอนิกส์ (บริษัทในกลุ่มเซมิคอนดัคเตอร์เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงแนวโน้มผลประกอบการที่อาจจะชะลอ)

 

คาดกนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย แม้จะมีกระแสคาดการณ์เรื่องการลดดอกเบี้ย แต่เราประเมินว่าปัญหาของการฟื้นตัวที่ล่าช้าของเศรษฐกิจไทยมาจากปัญหาโควิดและการได้รับวัคซีนที่ล่าช้า ซึ่งส่งผลต่อการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเป็นปัญหาในเชิงอุปสงค์หรือความต้องการ ทำให้การลดต้นทุนทางการเงินอาจจะไม่ได้ส่งผลดีโดยตรงมากนัก ขณะที่อาจเพิ่มความเสี่ยงการไหลออกของเงินทุนเนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ต่างกับประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ทำให้เรายังคงมุมมองกนง.จะเพียงคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้

ธีมการลงทุนระยะสั้น 1) กลุ่มโภคภัณฑ์ป้องกันเงินเฟ้อ PTTEP, PTTGC, IVL, TOP, BANPU 2) การเพิ่มเพดานหนี้เป็น 70% และแผนกู้เงินเพิ่ม จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรขยับขึ้น ซึ่งบวกกับกลุ่มธนาคารและประกัน อาทิ BBL, KBANK, SCB, TIPH, THRE, BLA 3) หุ้นธีมเปิดเมืองยังน่าสนใจแม้อาจย่อจากมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการผ่อนคลายกทม.ที่น่าจะล่าช้าไปจาก 15 ต.ค. CPN, CRC, MINT, CENTEL, ERW, BA 4) เรามองทยอยสะสม สื่อสาร สาธารณูปโภค ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART, GULF, GPSC, EGCO, RATCH, EASTW, WHAUP, TTW 5) เก็งกำไรทางเทคนิค WIIK, FORTH, FSMART, TNP, TWPC, NER, HFT, BEC, CPI

ภาพรวมกลยุทธ์: การหลุด 1,620 จุด จะทำให้ SET กลับมามีโครงสร้างที่เป็นลบ แม้คาดกลุ่มธนาคาร พลังงาน จะมีบทบาทนำตลาดมากขึ้น ทำให้ภาพรวมยังเน้นการเลือกหุ้นรายตัว //หุ้นแนะนำ: PTTGC*, BANPU*, CPI*, TNP*

แนวรับ: 1,585-1,605/ แนวต้าน : 1,623-1,630 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
 

ประเด็นการลงทุน
 

        พาวเวล เผยเงินเฟ้ออาจสูงนานกว่าที่คาด - ระบุว่าสหรัฐจะเผชิญภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงเป็นระยะเวลานานกว่าที่คาดไว้ ขณะที่นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งขึ้นแตะระดับเกือบ 4% ภายในสิ้นปีนี้

 

         ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐต่ำคาด - ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 109.3 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. จากระดับ 115.2 ในเดือนส.ค. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ 114.5 จากโควิด 

 

         ธปท.ออกมาตรการหนุน "รวมหนี้ข้ามแบงก์" ดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ภายใน ต.ค.นี้  - แบงก์แห่อัดแคมเปญ "สินเชื่อบุคคลรวมหนี้" ดูดฐานลูกค้าสถาบันการเงินคู่แข่ง ชี้ตอบโจทย์ช่วยลดภาระลูกหนี้ในภาวะวิกฤต ยอมรับแนวโน้มปล่อยสินเชื่อใหม่ลดลง เผยหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง-ก่อหนี้ใหม่ยาก

 

    ครม.อนุมัติแผนบริหารหนี้ฯปีงบประมาณ 65 - ประกอบด้วย 1) ก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 1,344,783.84 ล้านบาท 2) บริหารหนี้เดิม รวม 1,505,369.64 ล้านบาท และ 3) ชำระหนี้ รวม 339,291.87 ล้านบาท คาดการณ์หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ย.65 ภายใต้แผนบริหาร จะอยู่ที่ 62.69% ซึ่งไม่เกิน 70% ตามกรอบการบริหารหนี้สาธารณะกรอบใหม่

 

ประเด็นติดตาม: -  29 ก.ย:. ประชุม กนง, FED Chair speaks, US Initial Jobless Claims / 1 ต.ค.: EU CPI เดือน ก.ย.

 

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)