วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

โควิดฉุด SDG ไทยถดถอย สภาพัฒน์ชงโมเดล ‘ล้มแล้วลุกไว’

“สศช.”เผยโควิดฉุด การพัฒนายั่งยืนตาม “เอสดีจี” ของไทย เสี่ยงไม่ได้ตามเป้าในปี 2573 แนะเร่งสร้างโมเดลล้มแล้วลุกไว รับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึิ้นในอนาคต

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานเสวนาออนไลน์ “ก้าวพอดี 2564 ฟื้นตัวอย่างมันคง ก้าวต่ออย่างยั่งยืน” ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ถึงปัจจุบันมีแนวโน้มทำให้ความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ของไทยถดถอยหลายด้าน 

รวมทั้งกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG ในปี 2573 ทั้งเป้าหมายด้านการขจัดความยากจน การขจัดความหิวโหย สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การศึกษาที่มีคุณภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความสงบสุข ยุติธรรมและสถาบันเข้มแข็ง

สำหรับความก้าวหน้าของการพัฒนาที่ยังยืนภายใต้ 17 เป้าหมาย พบว่า ไทยก้าวหน้าหลายประเด็นแม้ว่าจะมีคะแนนภาพรวมต่ำกว่าค่าเป้าหมาย โดยจากนี้ต้องเร่งขับเคลื่อนเป้าหมายที่มีสถานะอยู่ระดับเสี่ยงทั้งเป้าหมายด้านการขจัดความหิวโหย ด้านสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี ด้านน้ำสะอาดและการสุขาภิบาล ด้านเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน ด้านการผลิต และการบริโภคที่ยั่งยืน ด้านทรัพยากรทางทะเล และด้านความสงบสุข ยุติธรรม และ สถาบันเข้มแข็ง เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติได้ภายในปี 2573

“ผลการประเมินความก้าวหน้าทั้งหมดแม้ไทยจะมีความก้าวหน้าตามเป้าหมายต่างๆ ค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่มี 9 เป้าหมายย่อยที่มีระดับการพัฒนาที่เป็นสีแดง หรือต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่สำเร็จ ถือเป็นสิ่งที่มีความท้าทายกับการดำเนินงานของไทยระยะต่อไป โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19”

ทั้งนี้ สศช.ได้จัดทำข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะต่อไป เริ่มจากการเร่งแก้ไขปัญหาและปรับปรุงสถานการณ์ในเป้าหมายย่อยที่มีสถานะต่ำกว่าค่าเป้าหมายขั้นวิกฤติ และเป้าหมายย่อยที่มีสถานะการดำเนินการต่ำกว่าค่าเป้าหมายในระดับเสี่ยง ทั้งการขจัดความยากจนทุกมิติ การเข้าถึงความคุ้มครองทางสังคม ความรุนแรงโดยเฉพาะต่อเด็กและสตรี การค้ามนุษย์ การเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดและปลอดภัย การจัดการขยะ การลักลอบเคลื่อนย้ายอาวุธและเงินผิดกฎหมาย การเข้าถึงข้อมูลและการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และการทุจริตคอร์รัปชัน

เช่นเดียวกับการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันการขับเคลื่อนเป้าหมายย่อย และเป็นแรงหนุนให้เป้าหมายย่อยอื่นประสบผลสำเร็จได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความยากจนจะเกื้อหนุนให้เกิดความก้าวหน้าในการขจัดความหิวโหยและภาวะทุพโภชนาการ ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนได้ 

รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในวงกว้าง โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมสร้างทัศนคติและจิตสำนึกความยั่งยืนในสังคม เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน และต้องเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและระบบประเมินผลให้มีมาตรฐานสากล นำเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบหลากหลายขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ออกแบบนโยบายและมาตรการที่เหมาะสม

สุดท้าย คือ เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพราะบทเรียนจากการโควิด-19 ทำให้ เห็นถึงความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศมีความมีความมั่นคงมากขึ้น โดยใช้หลักการล้มแล้วลุกไวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้การพัฒนาประเทศระยะต่อไป

สำหรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีความก้าวหน้าในการดำเนินการมากที่สุด ได้แก่ เป้าหมายที่ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ เป้าหมายที่ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ เป้าหมายที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป้าหมายที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ส่วนของประเด็นความท้าทายที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยมี 9 เป้าหมายย่อยที่มีสถานการณ์อยู่ต่ำกว่า 50% ของค่าเป้าหมายที่กำหนด ได้แก่

1.การยุติความหิวโหยและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ 

2.การยุติภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะในประชากรกลุ่มเปราะบาง 

3.การมีระบบเกษตรอาหารยั่งยืน 

4.การลดการเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อ

5.การลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน

6.การลดการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตราย มลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำและดิน

7.การลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศ

8.การลดมลพิษทางทะเล

9.การอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลและชายฝัง