วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

'โรงไฟฟ้า' ขุมทรัพย์ 'โคลเวอร์ เพาเวอร์'

'โรงไฟฟ้า' ขุมทรัพย์ 'โคลเวอร์ เพาเวอร์'

เทรนด์ธุรกิจพลังงานกำลังส่งสัญญาณบวกให้ 'โรงไฟฟ้าทดแทน' มีโอกาสสร้างการเติบโตยั่งยืน จากการรับรู้เป็นพอร์ตรายได้ประจำ 'เศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล' นายใหญ่ 'โคลเวอร์ เพาเวอร์' ชู 'จุดขาย' น้องใหม่ไอพีโอ ระดมทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้นก.ย.นี้

จาก 'ธุรกิจด้านวิศวกรรม' สู่ 'ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน' ของ 'ตระกูลศักดิ์สิทธิเสรีกุล' กลุ่มผู้หุ้นใหญ่สัดส่วนจำนวน 28.2% (ตัวเลข ณ หลังการเสนอขายหุ้นไอพีโอ) โดยเตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 320 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท ใน ราคาหุ้นละ 3.90 บาท และเข้าซื้อขายวันแรก (เทรด) ต้นเดือน ก.ย. 2564 นี้

เมื่อธุรกิจดั้งเดิม (ธุรกิจด้านวิศวกรรม) ของ บมจ. โคลเวอร์ เพาเวอร์ หรือ CV คิดเป็นสัดส่วนรายได้ปัจจุบัน 60% เป็นเหมือนธุรกิจซื้อมาขายไป (เทรดดิ้ง) จึงไม่มีสินทรัพย์สร้างความมั่นคงให้ธุรกิจในอนาคต ดังนั้น กิจวัตรประจำวันเปรียบเหมือนสุนัขที่ต้องออกล่าเนื้อทุกวัน !! ทำให้ 6-7 ปีก่อน บริษัทจึงตัดสินใจนำประสบการณ์กว่า 15 ปี ในให้บริการงานก่อสร้างโรงไฟฟ้ากลุ่มพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวล ขยะ และชีวภาพ และงานก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป โดยดำเนินงานให้บริการงานด้านการออกแบบ จัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และก่อสร้างให้กับลูกค้า 

มุ่งสู่ 'ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน' หวังสร้างสินทรัพย์ที่มั่งคงและสร้างพอร์ต 'รายได้ประจำ' (Recurring Income) ต่อเนื่อง สะท้อนผ่านปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าที่จำหน่ายเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว จำนวน 4 โครงการ กำลังผลิตติดตั้งรวม 26.2 เมกะวัตต์ มีปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญา 23.6 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 โครงการ และโรงไฟฟ้าขยะ 1 โครงการ ทำให้ผลการดำเนินงานมีความมั่นคงค่อนข้างสูงในระยะยาว จากสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 20 ปี กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ปัจจุบัน CV แบ่งธุรกิจเป็น 3 ธุรกิจ ประกอบด้วย 1.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า (Power Producer) ที่มุ่งเน้นพัฒนาและกระจายการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีจากพลังงานหมุนเวียนหลากหลายประเภท และในกลุ่มบริษัทยังมีโครงการโรงคัดแยกและแปรรูปขยะมูลฝอยเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 1 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตประมาณ 150 ตันต่อวัน 

และโครงการโรงไฟฟ้าแบบพลังงานความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าชธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักที่อยู่ระหว่างเข้าซื้อกิจการ จำนวน 1 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้ง 7.36 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะที่อยู่ระหว่างพัฒนาในต่างประเทศ จำนวน 1 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 6 เมกะวัตต์

2.ธุรกิจด้านงานวิศวกรรม (EPC Turnkey) มุ่งเน้นให้บริการงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากเชื้อเพลิง ชีวมวล ขยะ และก๊าซชีวภาพ และงานโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่องด้านพลังงาน โดยดำเนินงานให้บริการงานด้านการออกแบบ จัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์และก่อสร้าง (EPC) แบบครบวงจร ให้แก่โรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทและลูกค้าทั่วไปมากกว่า 14 โครงการ ที่ดำเนินกิจการภายใต้ SBC และ SBE ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้น 100% 

โดยงาน EPC ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าให้มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพและนำจุดแข็งด้านทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง การเดินเครื่องจักรและการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าทำให้มีความเข้าใจในเทคนิคการออกแบบ การเลือกใช้เทคโนโลยี การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่ลูกค้าในการควบคุมต้นทุนอย่างเหมาะสม จึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในลักษณะจ้างเหมาแบบครบวงจร (Turnkey) มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบโครงการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ มูลค่าโครงการตามสัญญาตั้งแต่ 50 ล้านบาท จนถึง 2,000 ล้านบาท

และ 3.ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับพลังงานหมุนเวียน (Power Plant Support) ให้บริการเดินเครื่องและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance: O&M) ให้แก่ลูกค้าโรงไฟฟ้าทั่วไป พร้อมมุ่งเน้นให้บริการเดินเครื่องและบำรุงโรงไฟฟ้ากลุ่มพลังงานจากพลังงานหมุนเวียน ที่ดำเนินกิจการภายใต้ SBE โดยบริษัทฯ มีทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการปฎิบัติงานเดินเครื่องและบำรุงรักษาที่พร้อมให้บริการอย่างครบวงจร

'เศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โคลเวอร์ เพาเวอร์ หรือ CV แจกแจงสตอรี่สร้างการเติบโตให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ฟังว่า บริษัทมีเป้าหมายการเข้าระดมทุนตลาดหุ้นครั้งนี้ !! เพื่อต้องการ 'ปลดล็อก' ข้อจำกัดเรื่อง 'เงินลงทุน' เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันรองรับโอกาสสร้างการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต สะท้อนผ่านการนำเงินระดมทุนขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ยิ่งเฉพาะใน 'ธุรกิจโรงไฟฟ้า' และ ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน รวมทั้งเป็นเงินทุนหมุนเวียน ใช้เพื่อการพัฒนาโครงการ และต่อยอดโครงการใหม่ๆ ของกลุ่มบริษัท 

ทั้งนี้ ด้วยธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงในครั้งแรก ก่อนจะทยอยรับรับรู้รายได้เข้ามา ฉะนั้น เมื่อมีเป้าหมายการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในอนาคตหลายโครงการ เรื่องเงินลงทุนทุนจึงมีข้อจำกัด ดังนั้น การระดมทุนจากตลาดหุ้นเปรียบเหมือนเป็นสปริงบอร์ดที่สามารถทำบริษัทลงทุนก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าได้มากขึ้นและเร็วขึ้นจะได้ไม่ตกขบวน... 

'การเข้าระดมทุน ของ CV ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินงานและฐานะการเงินเพื่อรองรับแผนขยายการลงทุนต่างๆ จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจด้านงานวิศวกรรม ที่ส่งมอบผลงานให้บริการด้านวิศวกรรมออกแบบและก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมาหลายโครงการ'

ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายแผนธุรกิจ 3 ปีข้างหน้า (2564-2566) 'ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า' จะขึ้นแท่นดาวเด่นของบริษัท บ่งชี้ผ่านสัดส่วนรายได้กลายเป็น 60% จากปัจจุบัน 40% โดยบริษัทจะขยายธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะมุ่งเน้นลงทุนในกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนผ่านการพัฒนาโครงการเองหรือเข้าร่วมลงทุนกับพันธมิตร รวมถึงเข้า 'ซื้อกิจการ' (M&A) ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมาย

โดยปัจจุบัน CV มีโรงไฟฟ้าที่จำหน่ายเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 26.2 เมกะวัตต์ และมีปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญารวม 23.6 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 โครงการและโรงไฟฟ้าขยะ 1 โครงการ ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีความมั่นคงค่อนข้างสูงในระยะยาว จากการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ประกอบกับการขยายโอกาสเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศที่มีศักยภาพ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 2 โครงการ 39.8 เมกะวัตต์ ถือเป็นโอกาสในการต่อยอดไปสู่เป้าหมายที่จะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าซึ่งดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว และอยู่ระหว่างการพัฒนาให้มีกำลังการผลิตติดตั้ง จำนวนรวม 85 เมกะวัตต์ ภายในปี 2564 และ กำลังผลิต 180 เมกะวัตต์ภายในปี 2566

เขา บอกต่อว่า 'ธุรกิจด้านวิศวกรรม' ปัจจุบันสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 60% โดยบริษัทยังขยายการลงทุนควบคู่กับงานด้านวิศวกรรม (Valued EPC) แบบครบวงจรในกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวภาพ อาทิ ชีวมวล ขยะ และก๊าซชีวภาพรวมถึงพลังงานสะอาด ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม และธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Supporting) เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงในธุรกิจโรงไฟฟ้า 

โดยผ่านการเข้าประมูลเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าในประเทศตามแผน AEDP 2018 ส่งเสริมการผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มขึ้น โดยใช้ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับงาน EPC จากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศ และโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนจากเชื้อเพลิงชีวมวลเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน รวมถึงสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพิจารณาถึงโอกาสทางธุรกิจ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่คาดว่าจะได้รับ และพิจารณาจากฐานะทางการเงินและสภาพคล่องของกลุ่มบริษัทฯ รวมถึงประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นประกอบการพิจารณาเข้าลงทุนในแต่ละโครงการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท

สำหรับ 'จุดแข็ง' ต่างของบริษัททำให้ CV มีการการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันด้านการควบคุมต้นทุนของธุรกิจโรงไฟฟ้า ในการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีผลตอบแทนจากการลงทุนตามเป้าหมายที่วางไว้

นอกจากนี้ แหล่งที่มาของรายได้ CV ถือว่ามาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและเป็นรายได้เข้ามาต่อเนื่อง จากระยะเวลาทำสัญญาระยะยาว ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา CV ได้ศึกษาโอกาสเข้าลงทุนซื้อกิจการในโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่แล้ว รวมถึงการเข้าลงทุนพัฒนาโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

ท้ายสุด 'เศรษฐศิริ' ทิ้งท้ายไว้ว่า อนาคตธุรกิจโรงไฟฟ้าถือเป็นโอกาสในการต่อยอดผลการดำเนินงานของ CV และสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอในอนาคต และสิ่งสำคัญเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเข้ามา