วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เงินบาท’ วันนี้เปิด‘อ่อนค่า’ ที่33.36บาทต่อดอลลาร์

“เงินบาท”เปิดตลาดวันนี้อ่อนค่าที่33.36บาทต่อดอลลาร์ กรุงไทย ชี้เงินบาทยังผันผวนจากยอดผู้ติดเชื้อรายวันในประเทศและแนวโน้มดอลลาร์แข็งค่า ทั้งเฟดลดคิวอีและความกังวลโควิดทั่วโลกตลาดการเงินกลับมาอยู่ในโหมดระมัดระวังตัวมากขึ้น มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.25-33.40บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้(18ส.ค.) ที่ระดับ  33.36 บาทต่อดอลลาร์

อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  33.27 บาทต่อดอลลาร์ ในส่วนแนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมองว่าค่าเงินบาทยังมีโอกาสผันผวนและอ่อนค่าลงจากปัญหาการระบาดของโควิด-19 รวมถึงโมเมนตัมขาขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่จากทั้งความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และแนวโน้มการทยอยลดคิวอีในปีนี้ของเฟด

โดยในส่วนของเงินดอลลาร์ เรามองว่า ในระยะสั้น เงินดอลลาร์ยังมีแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความกังวลปัญหาการระบาดของเดลต้าทั่วโลก ทั้งนี้ หากปัญหาการระบาดในสหรัฐฯ มีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ก็อาจทำให้ ปัจจัยที่เคยหนุนเงินดอลลาร์ อย่างการลดคิวอีในปีนี้ของเฟด เริ่มส่งผลบวกต่อเงินดอลลาร์ลดลง

ในส่วนโฟลว์การทำธุรกรรม เราเชื่อว่า บรรดาผู้ส่งออกยังรอที่จะทยอยขายเงินดอลลาร์อยู่ ทำให้เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านสำคัญใกล้ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่ทว่า เงินบาทก็อาจจะอ่อนค่าทะลุแนวต้านดังกล่าวได้ หากสถานการณ์การระบาดในประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้น พร้อมกับแนวโน้มเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ไม่ว่าจากประเด็นเฟดพร้อมลดคิวอีในปีนี้ หรือ ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย

ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุดได้กดดันให้ผู้เล่นในตลาดกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวเศษฐกิจโลกมากขึ้นและส่งผลให้บรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในโหมดระมัดระวังตัวมากขึ้น  โดยในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น หลังจากยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนกรกฎาคม หดตัวลดลงกว่า -1.1% จากเดือนก่อนหน้า มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ -0.3% จากปัญหาการระบาดของเดลต้า รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ลดลง ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงออกมา กดดันให้ ดัชนีDownjones และ ดัชนี S&P500 พลิกกลับมาปิดตลาดลดลงกว่า -0.79% และ -0.71% ตามลำดับ

ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปรับตัวลงกว่า -0.14% ตามบรรยากาศตลาดที่เริ่มระมัดระวังต่อมากขึ้นทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยขายทำกำไร หุ้นในกลุ่ม Cyclical อาทิ กลุ่มยานยนต์ Daimler -1.9%, BMW -1.5% กลุ่มธนาคาร BNP Paribas -1.8%, Santander -1.8% รวมถึง กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย Kerings -1.0%, Louis Vuitton -0.6%

ทางด้านตลาดบอนด์ ความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลัง COVID-19 ยังคงระบาดหนักในหลายพื้นที่ ยังคงกดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 1.27% ขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงของประธานเฟดในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา กลับไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มนโยบายการเงิน ทำให้ เรามองว่า โอกาสที่จะเห็น บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ สามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ อาจจะต้องรอจนถึงช่วงปลายเดือนสิงหาคม ที่เฟดจะมีงานสัมมนาวิชาการ Jackson Hole symposium ซึ่งมีโอกาสที่เฟดจะส่งสัญญาณเกี่ยวกับการปรับลดการทำคิวอีในงานสัมมนาดังกล่าว ทว่าการส่งสัญญาณของเฟดจะชัดเจนหรือไม่ อาจขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์การระบาดของเดลต้าในสหรัฐฯ

ส่วนในฝั่งตลาดค่าเงิน ความต้องการหลุมหลบภัยความผันผวนในตลาด (Safe Haven asset) ยังคงหนุนให้ผู้เล่นในตลาดเดินหน้าเพิ่มสถานะถือครองเงินดอลลาร์ ส่งผลให้เงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ได้ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 93.14 จุด กดดันให้ สกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.171 ดอลลาร์ต่อยูโร ขณะที่ เงินเยน (JPY) อ่อนค่าลงเล็กน้อย แตะระดับ 109.5 เยนต่อดอลลาร์แต่โดยรวมค่าเงินเยนจะไม่อ่อนค่าไปมากจากความต้องการถือเงินเยนเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของผู้เล่นในตลาด

สำหรับวันนี้ ตลาดจะติดตามแนวโน้มสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก โดยในฝั่งประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่าง สหรัฐฯ และ จีน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจกดดันให้ตลาดเข้าสู่สภาวะปิดรับความเสี่ยง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจยิ่งหนุนให้ผู้เล่นในตลาดเพิ่มสถานะถือครองเงินดอลลาร์เพื่อหลบความผันผวนชั่วคราวได้

นอกเหนือจากประเด็นสถานการณ์การระบาดของเดลต้าทั่วโลก ในฝั่งเอเชียแปซิฟิก เรามองว่าบรรดาธนาคารกลางจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจจากปัญหาการระบาดของเดลต้า อย่างไรก็ดีธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเป็นธนาคารกลางแรกในเอเชียที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.25% แต่อาจส่งสัญญาณพร้อมปรับดอกเบี้ยขึ้น หลังเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งต้องจับตาสถานการณ์การระบาดเดลต้าในนิวซีแลนด์เช่นกัน หลังล่าสุดรัฐบาลประกาศใช้มาตรการ Lockdown อีกครั้ง จากการพบผู้ติดเชื้อ 1 ราย