“เงินบาท”เปิดตลาดวันนี้(17ส.ค.) ยังทรงตัวที่33.43 บาทต่อดอลลาร์ กรุงไทย ชี้เงินบาทยังผันผวนจากยอดผู้ติดเชื้อรายวันในประเทศและแนวโน้มดอลลาร์แข็งค่า มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.40-33.55บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.40-33.55 บาทต่อดอลลาร์
ในส่วนแนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมองว่าค่าเงินบาทยังมีโอกาสผันผวนและอ่อนค่าลงจากปัญหาการระบาดของโควิด-19 รวมถึงโมเมนตัมขาขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่จากท่าทีสนับสนุนการทยอยลดคิวอีในปีนี้ของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด
ขณะที่ในส่วนของเงินดอลลาร์ เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังมีแรงหนุนจากทั้งแนวโน้มเฟดทยอยลดคิวอีได้ในปีนี้ และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความกังวลปัญหาการระบาดของเดลต้าทั่วโลก อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นถ้อยแถลงของประธานเฟดในสัปดาห์นี้ อาจส่งผลให้เงินดอลลาร์ผันผวนและอ่อนค่าลงได้บ้าง หากประธานเฟดกลับไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมลดคิวอีได้ในปีนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่ง เหมือนกับบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่ออกมาก่อนหน้า
ในส่วนโฟลว์การทำธุรกรรม เราเชื่อว่า บรรดาผู้ส่งออกยังรอที่จะทยอยขายเงินดอลลาร์อยู่ ทำให้เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านสำคัญใกล้ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่ทว่า เงินบาทก็อาจจะอ่อนค่าทะลุแนวต้านดังกล่าวได้ หากสถานการณ์การระบาดในประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้น พร้อมกับแนวโน้มเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ไม่ว่าจากประเด็นเฟดพร้อมลดคิวอีในปีนี้ หรือ ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
แม้ว่า ผู้เล่นในตลาดจะมีความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากปัญหาการระบาดของ โควิด-19 ระลอกล่าสุด ซึ่งกดดันหุ้นในกลุ่ม Cyclical อาทิ กลุ่มพลังงานและการเงิน ต่างปรับตัวลดลง ทว่า ความกังวลปัญหาการระบาดนั้น ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ทรงตัวในระดับต่ำใกล้ 1.26% ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่อาทิ Apple +1.35%, Facebook +0.93%, Microsoft +0.60% และช่วยหนุนให้ ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นราว +0.26% ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปรับตัวลงกว่า -0.64% หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปและเริ่มเห็นสัญญาณความเชื่อมั่นของบรรดานักลงทุนสถาบัน รวมถึงนักวิเคราะห์ที่ลดลง จากผลสำรวจโดยสถาบัน ZEW ท่ามกลางปัญหาการระบาดของ โควิดที่ยังไม่สงบ ดังจะเห็นได้จากการปรับตัวลดลงของหุ้นในกลุ่ม Cyclical อาทิ กลุ่มยานยนต์ Volkswagen -2.1%, BMW -1.9% หรือกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย Keings -4.7%, Louis Vuitton -2.1%, Adidas -1.87%
ทางด้านตลาดบอนด์ ผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังโควิด-19 ยังคงระบาดหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ จีน กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ1.26% ทั้งนี้ เรามองว่า ยังมีโอกาสที่ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ จะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ และมีโอกาสปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 1.50%-1.60% ณ สิ้นปีนี้ ตามแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ในกรณีที่การระบาดเดลต้าเริ่มสงบลงได้ภายในไตรมาสที่ 3 และ เฟดเริ่มส่งสัญญาณพร้อมปรับลดการทำคิวอี
ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ยังคงมีโมเมนตัมขาขึ้นหนุนอยู่ จากแนวโน้มเฟดทยอยอาจปรับลดคิวอีภายในปีนี้นอกจากนี้ ปัญหาการระบาดของ โควิด-19 ทั่วโลก ยังคงหนุนความต้องการเงินดอลลาร์เพื่อเป็นหลุมหลบภัยความผันผวนในตลาด (Safe Haven asset)อยู่ โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ได้ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 92.6 จุดแข็งค่าขึ้น หลังจากที่ย่อลงหนักเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงมากกว่าคาด
ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ สกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.178 ดอลลาร์ต่อยูโร ขณะที่ เงินเยน (JPY) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แตะระดับ 109.3 เยนต่อดอลลาร์ จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย สะท้อนให้เห็นว่าผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังตัวอยู่
สำหรับวันนี้ ตลาดจะติดตามแนวโน้มสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 ทั่วโลก โดยในฝั่งประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่าง สหรัฐฯ และ จีน ซึ่งสำหรับสหรัฐฯ ตลาดจะติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังปัญหาการระบาด Delta ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจได้ โดยตลาดประเมินว่า ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกรกฎาคม อาจหดตัวราว -0.2% จากเดือนก่อนหน้า จากทั้งปัญหาการระบาด รวมถึงระดับราคาสินค้าที่เร่งตัวสูงขึ้น ตามการทยอยเปิดเมือง
นอกจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะ ประธานเฟดPowell ถึงมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ หลังสหรัฐฯ เผชิญการระบาดของ Delta และมุมมองต่อการทยอยลดคิวอีของเฟด ซึ่งท่าทีสนับสนุนการทยอยลดคิวอีภายในปีนี้ของประธานเฟด สามารถหนุนให้ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้






