วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

BANPU ไตรมาส 2/64 กำไร 1,325 ล้านบาท ราคาขายสูงขึ้น-กำไรค่าเงิน

BANPU เปิดงบไตรมาส 2/64 คว้ากำไร 1.3 พันล้าน จากการปรับขึ้นของราคาถ่านหิน-ก๊าซ รับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทที่อ่อนค่า พร้อมเดิมหน้าลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2564 ว่า บริษัทฯ รายงานผลกำไรสุทธิจำนวน 42 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,325 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 153% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 79 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,514 ล้านบาท) โดยหลักเป็นผลจากการปรับตัวที่สูงขึ้นของราคาตลาดถ่านหินและก็าซธรรมชาติ จึงส่งผลดีในภาพรวมต่อกลุ่มบริษัท รวมถึงการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินสกุลบาทต่อเงินสกุลเหรียญสหรัฐ

ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกนั้นได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและความต้องการในการใช้พลังงานของโลก บริษัทฯ ยังคงสามารถมีผลการดำเนินงานในระดับที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และบริษัทฯ ยังคงได้ดำเนินมาตรการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจโลก ตลอดจนความผันผวนของราคาตลาดของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวมจำนวน 799 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 25,063 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจำนวน 281 ล้านเหรียญสหรัฐจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน หรือ 54% โดยรายได้จากธุรกิจถ่านหินเพิ่มขึ้น 134 ล้านเหรียญสหรัฐ รายได้จากธุรกิจก๊าซเพิ่มขึ้น 149 ล้านเหรียญสหรัฐ ธุรกิจไฟฟ้า ไอน้ำและอื่นๆ มีรายได้ลดลง 2 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. รายได้จากธุรกิจถ่านหิน จำนวน 587 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 73% ของรายได้รวม โดยแยกเป็นแหล่งผลิตดังนี้

- แหล่งผลิตในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย 395 ล้านเหรียญสหรัฐ

- แหล่งผลิตในประเทศออสเตรเลีย 172 ล้านเหรียญสหรัฐ

- แหล่งผลิตอื่นๆ จำนวน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ

2. รายได้จากธุรกิจก๊าซในสหรัฐอเมริกา จำนวน 160 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 20% ของรายได้รวม

3. รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าและไอน้ำจำนวน 36 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 5% ของรายได้รวม เป็นรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมและพลังงานแสงอาทิตย์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน

และ 4. รายได้อื่นๆ จำนวน 16 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 2% ของรายได้รวม ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วมจำนวน 63 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 32 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 103% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. รับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้า BLCP จำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 13 ล้านเหรียญสหรัฐ สาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการอ่อนค่าของเงินสกุลบาทต่อสกุลเงินดออลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดการรับรู้ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจากลดลงของสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีที่เกิดจากลูกหนี้สัญญาเช่าภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่กำไรจากผลประกอบการลดลงจำนวน 4 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการปิดซ่อมบำรุงเพื่อซ่อมแซมเหตุท่อรั่ว (Tube Leak) ในระหว่างงวด

2. รับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าหงสาและเหมืองภูไฟในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจำนวน 35 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากผลประกอบการเพิ่มขึ้นจำนวน 17 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่มขึ้นจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ

และ 3. รับรู้ส่วนแบ่งกำไรของเหมืองถ่านหินในประเทศจีน จำนวน 28 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายที่เพิ่มขึ้นตามราคาตลาดของถ่านหิน