ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มองแนวโน้มค่าเงินบาทในไตรมาส 3 นี้ยังอ่อนค่าแรงหลุด 33.50 บาท ต่อดอลลาร์ หลังโควิดเดลต้าทวีความรุนแรง กระทบเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยสองปีซ้อน จับตาสถานการณ์กลางเดือนส.ค.นี้ก่อน มองบวกอาเซียนพร้อมก้าวผ่านวิกฤติในไตรมาส 4
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้เรามีความกังวลเงินบาทอ่อนค่าแรงมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเงินบาทอ่อนค่าเร็วและแรง โดยในระยะสั้นคาดว่าเงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่องที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์และมีโอกาสอ่อนค่าทะลุ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ในไตรมาส 3 นี้
จากปัจจัยการแพร่ระบาดโควิด -19 เดลต้าในประเทศ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เป็นความเสี่ยงให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย 2 ปีติดต่อกัน และการแพร่ระบาดมีโอกาสลามสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตกระทบการส่งออก กระจายวัคซีนยังล่าช้า รายได้นักท่องเที่ยวยังไม่กลับมา
รวมถึงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ทำให้มีโอกาสที่ธปท. มีโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมกนง.เดือนก.ย.นี้ ทำให้ความน่าสนใจสินทรัพย์ในรูปเงินบาทไม่น่าสนใจลงทุนและยังกดดันกระแสฟันด์โฟลว์ไหลออกต่อเนื่องได้
อย่างไรก็ตาม สำนักงานวิจัยฯ ยังรอติดประเมินสถานการณ์คุมการแพร่ระบาดในช่วงกลางเดือนส.ค.นี้ก่อน แต่หากสถานการณ์ยังเลวร้ายมีโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าต่อเนื่องได้แตะ 34 บาทต่อดอลลาร์ในสิ้นปีนี้
แต่ขณะนี้ สำนักวิจัยฯ ยังคงมุมมองจีดีพีปีนี้ โต 0.7% ในกรณีฐานที่สามารถคุมการแพร่ระบาดรอบนี้ได้ภายในไตรมาส 3 นี้ และจำนวนผู้ติดเชื้อทยอยลดลง รวมถึงมีการกระจายวัคซีนได้มากขึ้น ไม่ลามไปสู่ภาคการส่งออก คาดว่าสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายขึ้นไตรมาส 4 นี้
นายอมรเทพ กล่าวต่อว่า การรวมกลุ่มของอาเซียนที่จะก้าวไปสู่ RCEP นั่นคือ 10 ประเทศอาเซียน รวมกับ 5 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก คือ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจะมีอินเดียตามมาประเทศที่ 6 ซึ่งประเทศสมาชิกที่มากขึ้นจะเพิ่มโอกาสการค้าการลงทุนในภูมิภาคเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิดที่ฉุดเศรษฐกิจแต่ละประเทศชะลอตัว ดังนั้น การค้าการลงทุนในภูมิภาคจะช่วยให้อาเซียนพลิกโอกาสขึ้นมาเติบโตได้ดีขึ้นหลังยุคโควิดเป็นต้นไป
มาตรการล็อกดาวน์ที่จำกัดกิจกรรมเศรษฐกิจในหลายประเทศการฉีดวัคซีนในภูมิภาคนี้ล่าช้า รวมทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อสู ส่งผลให้การค้าการลงทุนปีนี้ รวมถึงอุปสงค์ในแต่ละประเทศชะลอตามไปด้วย
อย่างไรก็ดี การส่งออกของแต่ละประเทศยังมีศักยภาพเติบโตได้ดี อยู่ในระดับที่สูงราว 15-20% ในปีนี้ สำหรับการส่งออไทยในปีนี้คาดเติบโต 15% หากการแพร่ระบาดโควิด-19ไม่ลามสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตจนกระทบการส่งออก และจะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อเนื่องไปถึงปีหน้า สืบเนื่องจากการที่ชาติพันธมิตร 10 ประเทศมีโอกาสที่จะร่วมมือกับชาติอื่นๆในภูมิภาคที่เรียกว่า RCEP และมีการเจรจาการค้าเสรี FTA กับประเทศนอกกลุ่มเพิ่มเติม
อาเซียน แสดงให้เห็นว่าโลกาภิวัฒน์สามารถสนับสนุนประเทศขนาดเล็กให้ได้ประโยชน์จากการเติบโตการค้าโลกได้ และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวภายในประเทศจากปัญหาโควิด อาเซียนมีโอกาสทางธุรกิจสำหรับนักลงทุนไทย เพราะแต่ละประเทศมีศักยภาพ ด้วย 3 ปัจจัย คือ เศรษฐกิจโตเร็ว ชนชั้นกลางเพิ่มต่อเนื่องสะท้อนภาพกำลังซื้อที่ดี และการเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเห็นภาพของอาเซียนยังเป็นศักยภาพที่เติบโตได้ในอนาคต
ปัจจุบันอาเซียนเป็นจุดศูนย์กลางการระบาดของโควิดที่รุนแรง แต่น่าจะชั่วคราว น่าจะถึงจุดสูงสุดไม่กี่เดือนข้างหน้า และถึงจุดสิ้นสุดได้ในปีนี้ จากการกระจายวัคซีนที่ดีขึ้น ประชากรมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น ผู้ติดเชื้อรายว้นลดลง และพร้อมเปิดเมืองได้ เพราะมีตัวอย่างให้เห็น จากประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงถึงจุดหนึ่งจะเริ่มลดลง และศักยภาพเศรษฐกิจในประเทศจะเริ่มกลับมาเติบโต และทะยานดีขึ้นปีหน้า ที่สำคัญการรวมกลุ่มเพื่อเน้นการค้าการลงทุนกับภูมิภาคอื่นรวมถึงภายในกันเองเป็นโอกาสสำคัญที่อาเซียนจะช่วยต้านทานกระแส Deglobalization หรือ การพยายามตีกลับเรื่องกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่สหรัฐร่วมกับพันธมิตรอื่นกดดันจีนไม่ให้เป็นมหาอำนาจ
"เรายังมองว่าอาเซียนถ้ารวมกลุ่มกันเหนียวแน่น โดยไม่มีความพยายามเลือกข้างใดข้างหนึ่งระหว่างสหรัฐหรือจีน แต่พยายามรวมกลุ่มกัน จัดสรรผลประโยชน์ที่ดีที่สุดให้ชาติพันธมิตร โอกาสในอนาคตผ่านการค้าการลงทุนกับหลากหลายประเทศเป็นโอกาสสำคัญทำให้อาเซียนรักษาสมดุลภายในกระแสการค้าโลกที่มีความผันผวนได้ในปีถัดๆไป”






