NSL กำไรโตต่อเนื่อง (2 ส.ค. 64)

สร้างการเติบโตด้วยการเพิ่มความหลากหลายของสินค้า
Event
ร่วมประชุมกับผู้บริหารของบริษัท
Impact
มืออาชีพในตลาดเบเกอรี่ และขนมขบเคี้ยว
NSL ทำธุรกิจหลักสามด้าน ได้แก่ i) การรับจ้างผลิต OEM และจัดจำหน่ายสินค้าประเภทเบเกอรี่ และของว่างผ่านสาขาร้าน 7-Eleven ภายใต้แบรนด์ Ezy Taste, Ezy Sweet และ Ezy Bake ของ C.P. All (CPALL.BK/CPALL TB)* ซึ่งคิดเป็น 93% ของรายได้รวมใน 1Q64 ii) ให้บริการด้านอาหาร และเป็น supplier ให้กับร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ตภายใต้แบรนด์ของลูกค้า (5-6% ของรายได้รวม) iii) ผลิตขนมขบเคี้ยวโดยใช้แบรนด์ของบริษัทเอง (1% ของรายได้รวม)
การเติบโตไปกับ 7-Eleven เป็นทั้งโอกาส และความเสี่ยง
ในปัจจุบัน บริษัทเน้นการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้ากว่า 50 ชนิด (แซนวิชแบบอุ่นร้อน, เบเกอรี่แช่เย็นและของว่าง) ผ่านสาขาร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ (กว่า 12,000 สาขาในปี 2563) โดยทำการผลิตสินค้า 500,000 ชิ้น/วัน จากกำลังการผลิต 1.2 ล้านชิ้น/วัน ทั้งนี้ เนื่องจากยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่ บริษัทจึงยังมีโอกาสที่จะเติบโตไปตามการขยายสาขาร้าน 7-Eleven ทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องต่ออายุข้อตกลง (MOU) กับ 7-Eleven ทุก ๆ ห้าปี ซึ่งข้อตกลงฉบับปัจจุบันจะหมดอายุในปี 2569 ดังนั้น บริษัทจึงน่าจะยังคงจำหน่ายสินค้าได้ต่อไป และคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.2 พันล้านบาทในปี 2568 (คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 8.4% CAGR ในอีกห้าปีข้างหน้า)
ขยายกิจการด้วยการกระจายธุรกิจ และลดการพึ่งพา 7-Eleven
สำหรับในระยะต่อไป NSL มีแผนจะเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่จำนวนนอก 7-Eleven และเพิ่มจำนวนแบรนด์สินค้าอาหารของตัวเอง พร้อมทั้งสินค้าอาหารที่เป็นไปตามกระแสในอนาคต โดยบริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มยอดรายได้จากสินค้ากลุ่มนี้เป็น 6 พันล้านบาทภายในห้าปี (คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 16.8% CAGR) ซึ่ง
จะทำให้รายได้รวมของบริษัทมาจาก 7-Eleven (สินค้าเบเกอรี่แบบ OEM) 70% และอีก 30% จะมาจากการจำหน่ายสินค้านอก 7-Eleven ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ NSL มีแผนจะขยายธุรกิจในสินค้าสี่กลุ่ม ได้แก่ i) ขยายสินค้าประเภทขนมขบเคี้ยว และ บิสกิต โดยใช้แบรนด์ของตัวเอง โดยตั้งเป้ารายได้
เอาไว้ที่ 400-500 ล้านบาท ii) การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน และกระแสความนิยมอาหารที่แตกต่างกัน อย่างเช่น อาหารสำหรับผู้สูงอายุ และ อาหารสำหรับเด็ก โดยตั้งเป้ารายได้เอาไว้ที่ 60-70 ล้านบาท iii) เพิ่มยอดขายสินค้าอาหาร
พร้อมรับประทาน (RTE) เป็น ~1.0 พันล้านบาท และ iv) จับมือกับแบรนด์อาหารในประเทศที่ความเชี่ยวชาญ (ผลิตภัณฑ์ขนมปัง) รวมถึงสินค้าของเชฟดัง และเชฟมืออาชีพ ในส่วนของอาหารแห้ง และอาหาร retort
ประมาณการ 2Q64
บริษัทคาดว่ากำไรสุทธิใน 2Q64 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย QoQ และเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง YoY เนื่องจาก i) คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นจาก 18.7% ใน 1Q64 (จาก 16.2% ในปี 2563) และ ii) สถานการณ์COVID-19 ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 2Q63 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนปริมาณยอดขาย บริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้เอาไว้ที่ 3.5 พันล้านบาท (+16% YoY) และตั้งเป้าอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิเอาไว้ไม่น้อยกว่า 5.2%(เท่ากับในปี 2563) เรามองว่าเป้ายอดขายของบริษัทในปีนี้อาจจะมีความเสี่ยงด้าน downside จากการที่รัฐบาลใช้มาตรการคุม COVID-19 อย่างเข้มงวดมากขึ้นใน 3Q64 ทั้งนี้ เมื่ออิงจากประมาณการยอดขายปีนี้ที่ 3.1 พันล้านบาท และ อัตรากำไรสุทธิ (net margin) ที่ 6.3% จะทำให้กำไรสุทธิในปีนี้อยู่ที่ 194.9 ล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ 0.87 บาท ทั้งนี้ ยอดขายใน 1Q64 อยู่ที่ 763 ล้านบาท ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 56 ล้านบาท (+74.8% YoY)
Risks
เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้, พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว, ธุรกิจมีการแข่งขันสูง







