วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุน (27 ก.ค.64)

ปรับลดเป้าดัชนี SET ลงตามภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง

อาจจะมีการ lockdown ยาวไปจนถึงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งจะฉุด GDP ปี 2564 ให้ลดลง

สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทยยังคงรุนแรง โดยยอดผู้ติดเชื้อทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 15,000 รายต่อวันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรามองว่าโมเมนตั้มของยอดผู้ติดเชื้อยังมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในระยะสั้น ทำให้เราเชื่อว่า ศบค. จะยังไม่สามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาดลงได้ เมื่อครบ 14 วันที่ใช้มาตรการคุมเข้มในวันที่ 2 สิงหาคม 2564 เราเชื่อว่ารัฐบาลจะยังคงใช้มาตรการ lockdown ต่อไปจนถึงปลายเดือนสิงหาคม ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องปรับลดประมาณการ GDP ปี 2564 ของเราลงจากเดิม ตามที่เราได้เน้นย้ำเอาไว้ในบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เราประเมินว่า อัตราการขยายตัวของ GDP ปี 2564 ในกรณีฐานใหม่ของเราอยู่ที่ 2.4% แต่อาจจะมีการปรับอีกเล็กน้อยในช่วงกลางเดือนสิงหาคม หลังจากที่ สภาพัฒน์ฯ ประกาศตัวเลข GDP 2Q64 และแนวโน้มปี 2564 ออกมาแล้ว

ประมาณการ EPS ของตลาดในปัจจุบันดีเกินสภาพความเป็นจริง อาจมีการปรับลดประมาณการลงอีก

เนื่องจากประมาณการ EPS แบบ bottom-up ของเรา และประมาณการ EPS ของ Bloomberg ยังไม่ได้สะท้อนถึงการ lockdown รอบล่าสุดนี้ และการปรับลดประมาณการ GDP ลงมากนัก เราจึงมองว่า ประมาณการในปัจจุบันน่าจะดีเกินสภาพความเป็นจริง ดังนั้น เพื่อความอนุรักษ์นิยม และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้มาตรการคุมเข้มนานกว่าที่คาดไว้ เราจึงหันกลับมาใช้ GDPEPS regression model และกลับมาคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ของสมการใหม่โดยใช้ข้อมูลล่าสุด และ พบว่า real GDP ที่เปลี่ยนแปลงไปทุก ๆ 1% จะทำให้อัตราการเติบโตของ nominal EPS เปลี่ยนแปลงไป 3.7% และเนื่องจากประมาณการ GDP ปีนี้ของเราลดลงจาก 3.9% เหลือ 2.4% ประมาณการ EPS ในอีก 12 เดือนข้างหน้าของเราอาจจะลดลง 5.4% จาก 92.0 เหลือ 87.0

ปรับลดเป้า SET สิ้นปี 2564 ลงจาก 1,750 เหลือ 1,650 แต่ยังมองบวกกับตลาดเพราะเหลือ upside 7%

หลังจากการปรับลด EPS แบบ top-down ลงแล้ว เราได้ปรับลดเป้าดัชนี SET สิ้นปี 2564 ลงจากเดิมที่ 1,750 เหลือ1,650 เพื่อสะท้อนถึง EPS ที่ลดลง แต่เรายังคง PER เป้าหมายเอาไว้ที่ 19.0x โดยมี discount 5% จาก QE-PER regression model ของตลาดหุ้นทั่วโลกของเรา เนื่องจากเราเชื่อว่าทั้ง Fed และ ECB จะยังไม่ปรับแนวทางการซื้อสินทรัพย์ในเร็ว ๆ นี้ ท่ามกลางการระบาดของเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์ delta ที่เร่งตัวขึ้น และสัญญาณบางตัวที่บ่งบอกถึงโมเมนตั้มการเติบโตที่แผ่วลงใน 2H64 เรามองว่า ดัชนี SET ที่ระดับปัจจุบันยังเหลือ upside อีก 7% ซึ่งถือว่าดีพอแล้ว แต่หากมองในแง่ของความเสี่ยงด้าน downside เราใช้ earnings yield gap (EYG) เฉลี่ยระยะยาวที่ 4.1% ซึ่งมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีในปัจจุบันที่ 1.7% และ EPS ในอีก 12 เดือนข้างหน้าที่ 87.0 ทำให้เราคำนวณ downside ของดัชนี SET ได้ที่ 1,500 ซึ่งต่ำกว่าระดับปิดล่าสุดเพียง 3% เพราะฉะนั้น เราจึงคาดว่าดัชนี SET ในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะแกว่างตัวอยู่ในช่วง 1,500 ถึง 1,650

ยังคงเน้นหุ้นที่ปลอดภัยจาก COVID ในระยะสั้น จับตายอดผู้ติดเชื้อก่อนกลับเข้าหุ้นธีม reopening

เนื่องจากเรามองว่าวิกฤติ COVID-19 จะกินเวลานานไปอีกอย่างน้อยหนึ่งเดือนจากปัจจุบัน เราจึงแนะนำให้นักลงทุนยังคงเน้นหุ้นที่ปลอดภัยจาก COVID อย่างเช่น i) หุ้นส่งออกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, เกษตร และอาหาร ซึ่งในธีมนี้ เราเชอบ KCE*, GFPT* และ TU* ii) หุ้นกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่น่าจะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดโลก และอุปสงค์ในประเทศจากบริการจัดส่งสินค้าแบบ delivery ซึ่งในธีมนี้ เราชอบ EPG* และ SCGP* สำหรับแนวโน้มในเดือนกันยายน และ 4Q64 เราคิดว่านักลงทุนน่าจะยังคงติดตามยอดผู้ติดเชื้ออย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดกรอบเวลาที่เหมาะสมที่จะกลับเข้าลงทุนในหุ้นธีม reopening ซึ่งจากการตรวจสอบหุ้นที่เข้าธีมนี้ เราพบว่าราคาหุ้น AOT*, AAV*, CPN*, CRC* และ BEM* สะท้อนมาตรการ lockdown เพื่อคุม COVID-19 ไปมากแล้ว

ดังนั้น นักลงทุนระยะยาวสามารถเข้าซื้อสะสมหุ้นในกลุ่มนี้ได้จากความคาดหวังว่าความตึงเครียดจากสถานการณ์ COVID-19 จะลดลงใน 4Q64 และปี 2565