(ชมคลิปข่าวด้านล่าง) ครม.อนุมัติเยียวยาเพิ่ม 3 จังหวัด จ่ายแรงงานในระบบ-นอกระบบ รวม ม.33 ใน 13 จังหวัด 3.1 ล้านคน เริ่มจ่าย 6 ส.ค.
รายงานข่าวระบุว่า การจ่ายเงินเยียวยาจะเริ่มวันที่ 6 ส.ค.นี้ โดยการเยียวยาประชาชน 10 จังหวัด ที่ ครม.อนุมัติไปแล้ว แบ่งเป็นผู้อยู่ในระบบประกันสังคม มาตรา 33 รวม 2.87 ล้านคน ใช้เงินกู้ช่วยเหลือคนละ 2,500 บาท รวม 7,170 ล้านบาท นายจ้างได้รับช่วยเหลือรวม 160,000 กิจการ ได้รับช่วยเหลือ 3,000 บาท ในจำนวนลูกจ้าง 2.15 ล้านคน ใช้เงินช่วยนายจ้าง ทั้งหมด 6,460 ล้านบาท
นอกจากนี้ ใช้เงินกู้ของรัฐบาลเพื่อจ่ายเยียวยาเพิ่มเติม 3 จังหวัด (พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี) เป็นลูกจ้างคนไทย ม.33 คนละ 2,500 บาท จำนวน 272,000 คน ใช้เงิน 681 ล้านบาท ส่วนนายจ้างได้รับช่วยเหลือ 19,200 กิจการ ได้รับเงิน 3,000 บาท ในลูกจ้างจำนวน 280,000 คน ใช้เงินกู้ 841 ล้านบาท โดยเหตุผลที่นายจ้างมีลูกจ้างเยอะกว่า ฝั่งจ่ายเงินลูกจ้าง เพราะรัฐบาลช่วยเหลือนายจ้าง เป็นจำนวนรายหัวลูกจ้างในระบบมาตรา 33 ไม่ได้แยกคนไทยคนต่างด้าวเพราะว่าเงินช่วยเหลือนายจ้าง ไม่ได้ช่วยเหลือลูกจ้างตรงนี้ และเมื่อรวมการจ่ายเยียวยาลูกจ้างมาตรา 33 ทั้งหมด 3.14 ล้านคน
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (20 ก.ค.) เห็นชอบขยายขอบเขตมาตรการบรรเทาผลกระทบและให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มแรงงานและผู้ประกอบการในพื้นที่สถานการณ์ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดตามมติ ครม.วันที่ 13 ก.ค. 64 ให้ครอบคลุมพื้นที่จากเดิม 10 จังหวัด เป็น 13 จังหวัด โดยเพิ่มเติมจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และอยุธยาที่มีการประกาศจากศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบค.) เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดงเข้ม) โดยการช่วยเหลือยังคงกลุ่มลูกจ้างและผู้ประกอบการ 9 กลุ่มกิจการที่ได้รับผลกระทบ อัตราการจ่ายและวิธีการจ่ายเงินเช่นเดิม เป็นเวลา 1 เดือน
ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบให้เพิ่มวงเงินโครงการตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ฯ เสนอส่วนกรอบวงเงินเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบจากเดิมที่เคยอนุมัติไว้ 4 กลุ่มสาขาอาชีพใน 10 จังหวัด วงเงิน 2,519 ล้านบาท ต่อมาเมื่ออนุมัติเพิ่มเป็น 9 กลุ่มสาขาอาชีพใน 10 จังหวัด จึงขอเพิ่มวงเงินส่วนนี้อีก 10,958 ล้านบาท รวมเป็น 13,506 ล้านบาท ส่วนอีก 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา คณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้จะพิจารณาวงเงินเพิ่มเติมต่อไป ซึ่งยังอยู่ในกรอบ 30,000 ล้านบาท ที่ ครม.อนุมัติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ช่วย3กลุ่มประกันสังคม
สำหรับรายละเอียดการจ่ายเงินให้ 9 กลุ่ม ครอบคลุมแรงงานระบบประกันสังคมและนอกระบบ แบ่งเป็น การให้ความช่วยเหลือแรงงานในระบบประกันสังคม 3 กลุ่มในมาตรา 33 39 และ 40 ได้แก่
1.กลุ่มแรงงานตามมาตรา 33 ในกิจการ 9 หมวด รัฐจะจ่ายเงินเยียวยาให้ 50% ของรายได้ (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท) และจ่ายสมทบให้ลูกจ้างสัญชาติไทยอีก 2,500 บาทต่อคน รวมแล้วได้สูงสุดไม่เกิน10,000 บาท
2.ผู้ประกอบการหรือนายจ้างตามหลักการให้ความช่วยเหลือจะได้รับความช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้างสูงสุดไม่เกิน 200คน ในอัตรา 3,000บาทต่อคน จำนวน 1 เดือน
3.ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 สัญชาติไทยที่ยังประกอบอาชีพในปัจจุบัน ได้รับความช่วยเหลืออัตรา 5,000 บาท จำนวน 1 เดือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 สัญชาติไทยที่ยังคงประกอบอาชีพอยู่ในปัจจุบัน ให้เตรียมหลักฐานเพื่อลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 กับสำนักงานประกันสังคมภายในเดือน ก.ค.2564 เพื่อให้สามารถได้รับความช่วยเหลือในอัตรา 5,000 บาท จำนวน 1 เดือน
เข้าประกันสังคมใน ก.ค.
กลุ่มผู้ประกอบการหรือนายจ้างตามหลักการให้ความช่วยเหลือที่มีลูกจ้างแต่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมให้ดำเนินการ โดยกรณีที่เป็นผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างให้ขึ้นทะเบียนนายจ้างในระบบประกันสังคม พร้อมทั้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ในระบบประกันสังคมกับสำนักงานประกันสังคม ภายในเดือน ก.ค.2564 เพื่อให้สามารถได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนลูกจ้างสูงสุดไม่เกิน 200 คน ในอัตรา 3,000 บาทต่อคน และลูกจ้างที่เป็นสัญชาติไทยจะได้รับความช่วยเหลือในอัตรา 2,500 บาทต่อคน จำนวน 1 เดือน
สำหรับกรณีที่เป็นผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้างแต่ไม่อยู่ระบบประกันสังคม ให้เตรียมหลักฐานสำหรับการลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ในระบบประกันสังคมกับสำนักงานประกันสังคมภายในเดือน ก.ค.2564 เพื่อรับความช่วยเหลือ 5,000 บาท จำนวน 1 เดือน
เพิ่มช่วยเหลือ“ถุงเงิน”
ส่วนในกรณีที่เป็นผู้ประกอบการในระบบ “ถุงเงิน”ภายใต้โครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะในปัจจุบันที่ผ่านการตรวจสอบคัดกรองแล้วและไม่เป็นผู้ถูกตัดสิทธิ์จากกระทรวงการคลัง จะขยายการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในระบบ “ถุงเงิน”จากเดิมที่กำหนดให้ความช่วยเหลือเฉพาะผู้ประกอบการในหมวดร้านอาหารและเครื่องดื่ม เป็น 5 กลุ่ม รวมถึงร้าน OTOP ร้านค้าทั่วไป ร้านค้าบริการ และกิจการขนส่งสาธารณะ (ไม่รวมกิจการขนาดใหญ่) โดยให้ผู้ประกอบการในระบบ “ถุงเงิน”ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมเนื่องจากไม่มีลูกจ้าง ให้ดำเนินการลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40เพื่อให้สามารถได้รับความช่วยเหลือในอัตรา 5,000บาท จำนวน 1 เดือน
ในส่วนผู้ประกอบการในระบบ “ถุงเงิน” ที่มีลูกจ้างแต่ยังไม่อยู่ในระบบประกันสังคมให้ขึ้นทะเบียนนายจ้างในระบบประกันสังคมพร้อมทั้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในระบบประกันสังคม ภายในเดือน ก.ค. 2564เพื่อให้สามารถได้รับความช่วยเหลือตามหลักการเดียวกันกับแรงงานและนายจ้างที่เพิ่งลงทะเบียนเข้าสู่ระบบประกันสังคม






