วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน 2569

Login
Login

‘เงินบาท’ วันนี้เปิด‘อ่อนค่า’ ที่32.69บาทต่อดอลลาร์

แนวโน้มค่าเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า จากปัญหาการระบาดของโควิด-19 ในไทย หากตลาดกังวลหนุนให้ดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแข็งค่าขึ้น คาดกรอบเงินบาทวันนี้ 32.65-32.80บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.69 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  32.66 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ32.65-32.80 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า จากปัจจัยหลัก คือ ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ในไทย โดย หากสถานการณ์การระบาดในไทยยังมีแนวโน้มเลวร้ายลง เรามองว่า นักลงทุนต่างชาติก็ยังสามารถทยอยขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย ซึ่งแรงเทขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติยังคงกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้

นอกจากนี้ ปัญหาการระบาดโควิด-19 ทั่วโลก ที่กดดันแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องระวังเพราะหากผู้เล่นในตลาดเริ่มกังวลมากขึ้น เงินดอลลาร์ก็ยังสามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) ทำให้ เงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในระยะสั้นนี้

แม้ว่า ถ้อยแถลงของประธานเฟดจะเน้นย้ำ ว่าเฟดจะไม่เร่งรีบใช้ลดการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE Tapering) ทว่า ความกังวลแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจจากปัญหาการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก รวมถึงความกังวลว่า โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มเข้าใกล้จุดพีค ได้กลับมากดดันให้ ตลาดพลิกมาปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) โดยในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลง -0.33% โดยส่วนหนึ่งตลาดหุ้นสหรัฐฯเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวลดลงหนัก ตามราคาน้ำมันดิบ WTI และ เบรนท์ ที่ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลังกลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มจะสามารถบรรลุข้อตกลงเพิ่มกำลังการผลิตได้

ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปิดลบ -1.05% ตามการปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม โดยความกังวลแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจได้กดดันให้ ตลาดเลือกจะเทขายทำกำไรหุ้นธีม Cyclical ออกมา อาทิVolkswagen -2.4%, BMW -1.84% ส่วนหุ้นกลุ่มการเงินก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน Intesa Sanpaolo -1.25% อย่างไรก็ดีเรามองว่า การปรับฐานหุ้นยุโรปเป็นเพียงแค่การปรับฐานในระยะสั้น เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรป รวมถึงแนวโน้มผลกำไรหุ้นยังสามารถขยายตัวได้ดี ทำให้หุ้นยุโรปจะกลับมาปรับตัวขึ้นต่อได้ไม่ยาก สอดคล้องกับมุมมองของผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่จาก Bank of America’s Global Fund Manager Survey ล่าสุด ที่มีมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในหุ้นยุโรปมากขึ้น

ในฝั่งตลาดบอนด์ ภาวะปิดรับความเสี่ยงจากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอลง รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟดที่ย้ำจุดยืนว่า เฟดจะยังไม่รีบปรับลดการอัดฉีดสภาพคล่อง ได้หนุนให้ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงกว่า4bps สู่ระดับ 1.30% อย่างไรก็ดี แม้บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวลดลง อีกทั้งถ้อยแถลงของประธานก็ยังสนับสนุนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อ แต่ทว่า ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อหลบความผันผวนของตลาดในระยะสั้น  ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์ พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์(DXY Index) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 92.57 จุด ส่งผลให้สกุลเงินหลัก อาทิ เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.181 ดอลลาร์ต่อยูโร ส่วนสินทรัพย์ปลอดภัยยอดนิยม อย่างเงินเยน (JPY) ก็แข็งค่าแตะระดับ 109.7 เยนต่อดอลลาร์ เช่นเดียวกับแนวโน้มการแข็งค่าของเงินดอลลาร์

สำหรับวันนี้ ตลาดจะรอติดตาม แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ  โดยตลาดจะประเมินว่า ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมิถุนายน จะหดตัวราว -0.4% จากเดือนก่อนหน้า แต่การหดตัวของยอดค้าปลีกอาจไม่ได้แปลว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจจะมีปัญหา เนื่องจาก ยอดค้าปลีกอาจชะลอลงบ้าง หลังปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเปิดเมืองในช่วงที่ผ่านมา หมดลง แต่โดยรวมเทรนด์ยอดค้าปลีกยังปรับตัวสูงขึ้น หนุนโดยแนวโน้มการทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown รวมถึง ตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจที่สดใสจะช่วยหนุนให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค สำรวจโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนกรกฎาคม ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 86.5 จุด สะท้อนว่า การบริโภคในสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี

ส่วนในฝั่งเอเชีย ตลาดจะติดตามสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ยังมีความรุนแรงอยู่ และจะส่งผลให้ธนาคารกลางในฝั่งเอเชียเลือกที่จะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ โดยเรามองว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Balance Rate) ที่ -0.10% พร้อมคงเป้าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไว้ที่ 0.0% และเดินหน้าทำคิวอีต่อ หลังเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่ดี เพราะแม้จะมีการจัดTokyo Olympic แต่ก็ไม่มีผู้ชมสำหรับรายการแข่งใน Tokyo และพื้นที่ข้างเคียง ทำให้เศรษฐกิจแทบไม่ได้รับอานิสงส์จากการจัด Olympic ตามที่เคยประเมินไว้