“พลังงาน” ย้ำพร้อมนำเงินกองทุนน้ำมันฯ ดูแลราคาดีเซล ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ตรึงช่วยลดผลกระทบค่าครองชีพช่วงวิกฤตโควิด-19
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมเสวนาหัวข้อ “เปิดแผน...เดินหน้าเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนา “Restart เศรษฐกิจไทยฝ่าภัยโควิด” ที่จัดขึ้นโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยระบุว่า ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลมาจากกลุ่มโอเปกพลัส ยังไม่บรรลุข้อตกลงปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปี 2563 ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ล่าสุด 74.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล อยู่ที่ประมาณ 26.29 บาทต่อลิตร และเบนซิน อยู่ที่เกือบ 29 บาทต่อลิตร ซึ่งน้ำมันดีเซล ประมาณ 60% เป็นกลุ่มผู้ใช้รถขนาดใหญ่ หรือ อยู่ที่วันละ 53 ล้านลิตร ซึ่งแม้ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นแต่ยังใกล้เคียงกับปี 2562-2563 และเมื่อปี 2563 มียอดการใช้ดีเซลน้อยลงจากการระบาดของโควิด-19 ก็ซึ่งลดลง
ขณะที่เมื่อช่องปลายปี 2561 ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้นไปแตะระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาดีเซล ทะลุ 30 บาทต่อลิตร กระทรวงพลังงาน ก็ได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปชดเชยส่วนต่างราคาประมาณ 1-2 บาทต่อลิตร เพื่อดูแลราคาขายปลีกไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร
ดังนั้น กระทรวงพลังงาน ยังมีนโยบายจะดูแลราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในปัจจุบันไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรเช่นเดิม โดยหากราคาปรับสูงขึ้นเกินเพดานดังกล่าว ก็จะนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯเข้าไปดูแลทันที ซึ่งปัจจุบัน กองงทุนน้ำมันฯก็มีสถานะการเงินที่พร้อมจะเข้าไปดูแลได้
ส่วนราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ก็มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีน แต่ภาครัฐ ก็ยังมีนโยบายดูแลราคาภาคครัวเรือน ถัง 15 กิโลกรัม อยู่ที่ 318 บาท ตั้งแต่เดือนเม.ย.ปี 2563 ไปจนถึง เดือน ก.ย.ปี 2564 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
ขณะที่ค่าไฟฟ้า ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ก็มีมติตรึงอัตราค่าไฟฟ้าเอฟที ไปจนถึงสิ้นปีนี้ แม้ว่าค่าเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น รวมถึงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ก็ยังมีมาตรการส่วนลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ บ้านอยู่อาศัย
นอกจากนี้ ในส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่ Minimum Charge หรือ อัตราค่าไฟฟ้าเหมาจ่ายขั้นต่ำ 70% ของการใช้ย้อนหลัง 12 เดือนนั้น ภาครัฐก็ได้ผ่อนผันเงื่อนไขการชำระเงินเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ถึง ธ.ค.ปี 2564 โดยให้จัดเก็บเป็นอัตราใช้ตามจริงแทน






