THG ราคาพุ่งแรง 13.45% รับข่าวหลังเตรียมเซ็นสัญญานำเข้าวัคซีน ด้านโบรกฯ ชี้เป็นปัจจัยหนุนระยะสั้น เข้าเก็งกำไรอย่างระวัง เหตุผลการดำเนินงานในปีนี้ยังฟื้นตัวช้าจากโควิด ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยช่วงเช้านี้ดัชนี บวก 8.99 จุดดัชนีอยู่ที่ 1.578.69 จุด
ในช่วงวันนี้ (15 ก.ค.) ราคาหุ้นของ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ได้มีการขยับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาหุ้น THG พุ่ง 13.45% หรือเพิ่มขึ้น 4.00บาท มาที่ 33.75 บาท มูลค่าซื้อขาย 349.45 ล้านบาท เมื่อเวลา 11.30 น. โดยมีราคาเปิด 32.25 บาท ราคาสูงสุด 34.50 บาท ราคาต่ำสุด 32.00 บาท
รับข่าวในช่วงเย็นหรือค่ำวันนี้ (15 ก.ค.) ทางโรงพยาบาลธนบุรีจะเซ็นสัญญากับตัวแทนในสหรัฐเพื่อสั่งซื้อวัคซีนโควิด-19 ของ BioNTech จำนวน 20 ล้านโดส ซึ่งจะเป็นการนำเข้าผ่านหน่วยงานภาครัฐที่จะมาเป็นตัวกลาง โดยจะระบุรายชื่อในเอกสารการเซ็นสัญญากับตัวแทนขายดังกล่าว
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ราคาหุ้น THG ปรับขึ้นมาแรงในวันนี้หลังรับข่าวการนำเข้าวัคซีนดังกล่าว ตลาดมองในเชิงบวกต่อรายได้เพิ่มขึ้น จากความต้องการวัคซีนในตลาดยังมีอยู่มากและอาจมีค่าดำเนินการเพิ่มเติมหากมีการกระจายวัคซีนต่อให้กับที่อื่น
อย่างไรก็ตาม นายกิจพณ มองว่า เป็นปัจจัยบวกระยะสั้น เนื่องยังไม่สามารถประเมินผลกระทบจากปัจจัยวันนี้ได้อย่างชัดเจน และในแง่ของผผลการดำเนินงานของหุ้นได้รับผลกระทบจากโควิดที่หนักและฟื้นตัวช้า เมื่อเทียบกับกลุ่มโรงพยาบาลด้วยกัน อีกทั้ง ปัจจุบันด้วยราคาหุ้น THG ที่ปรับขึ้นมาสูงเกินมูลค่าเหมาะสมที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ที่ 26.15 บาท ถือว่าต่ำกว่าราคาหุ้นในปัจจุบันพอสมควร
แนะนำว่า การเก็งกำไรจึงควรระมัดระวัง และส่วนใหญ่แนะนำเพียงถือ รวมถึงควรลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอื่นที่ผลประกอบการในปีนี้ฟื้นตัวชัดเจนกว่า เช่น BDMS และ RJS
ขณะที่ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ดัชนีอยู่ที่ 1,578.69 จุด ปรับขึ้น 8.99 จุด หรือ 0.57% มองแนวรับ 1,550 จุด และแนวต้าน 1,575-1,580 จุด หลังจากคืนวานนี้ การแถลงของประธานเฟดเป็นบวกแต่ไม่มีอะไรใหม่ ยังคงอยู่กับการเลือกเก็งกำไรรายตัว ในขณะที่จุดที่ระวังยังเป็น Valuation ของหุ้นทั่วโลก
แม้เราคาดผลประกอบการไตรมาส 2/64 ของหุ้นทั่วโลกจะยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว อย่างไรก็ตามราคาหุ้นในปัจจุบันสะท้อนการฟื้นตัวส่วนใหญ่ไว้แล้ว ขณะที่ Valuation ของหุ้นเริ่มอยู่ในจุดที่ตึงตัว อาทิ S&P500 ซื้อขายที่ Price/Sales ที่ระดับมากกว่า 7 เท่า ซึ่งใกล้เคียงช่วงที่เกิดวิกฤติดอทคอม หรือ SET Index ที่ซื้อขายด้วย Earnings yield gap ในระดับที่ค่อนข้างแคบ ซึ่งแม้สถานการณ์ข้างต้นจะไม่ได้บ่งชี้ว่าเราจะเผชิญวิกฤติ หรือหุ้นจะต้องตกแรง แต่จะเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ตลาดหุ้นเปราะบางต่อผลประกอบการ และมีอัพไซด์ช่วงสั้นที่จำกัดได้ ดังนั้นภาพรวมจึงเป็นการเลือกเก็งกำไรระหว่างรอจุดซื้อที่ดี และมีเงินสดส่วนหนึ่ง (อย่างน้อย 30-40%) เตรียมไว้เผื่อเกิดความผันผวนที่จะทำให้เราได้มีโอกาสเพิ่มน้ำหนักการลงทุน






