วันพุธ ที่ 30 กันยายน 2569

Login
Login

“เกษตร”เร่ง5คลัสเตอร์ ยกระดับผลผลิต “อีอีซี”

“ทองเปลว” ถกแผนพัฒนาการเกษตรอีอีซี กำหนดทิศทางการขับเคลื่อน 5 คลัสเตอร์สินค้าเกษตร กรมชลฯ ผุด 5 โครงการน้ำ รองรับการเติบโต 10 ปี“อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว-เกษตร”บูมแต่น้ำไม่พอใช้

แผนพัฒนาเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถูกกำหนดให้เป็นนโยบายสำคัญที่จะทำให้รายได้แรงงานภาคการเกษตรขึ้นมาในระดับเดียวกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เห็นชอบให้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนใน 5 คลัสเตอร์

ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในอีอีซี ได้เห็นชอบในหลักการการจัดทำแผนงาน โครงการของแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการเกษตรในอีอีซี 2566–2570 และทิศทางการขับเคลื่อนคลัสเตอร์สินค้าเกษตรที่สำคัญภายใต้แผนพัฒนาการเกษตรในอีอีซี 2566–2570

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เสนอร่างทิศทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานในสินค้าเกษตรสำคัญ 5 คลัสเตอร์ คือ 

162574976386

1.ร่างทิศทางการขับเคลื่อนคลัสเตอร์ผลไม้ ให้สามารถยกระดับผลิตภาพการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูปจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการจำหน่ายสินค้าเกษตร (E-commerce)

2.ร่างทิศทางการขับเคลื่อนคลัสเตอร์ประมงเพาะเลี้ยง ให้สามารถยกระดับผลผลิตสินค้าประมงเพาะเลี้ยงให้มีคุณภาพและมาตรฐานตามความต้องการ พัฒนาผลผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างหรือพัฒนาตลาดกลางและระบบโลจิสติกส์ 

3.ร่างทิศทางการขับเคลื่อนคลัสเตอร์พืชสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ ให้สามารถยกระดับผลผลิตมันสำปะหลังให้มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งเสริมการแปรรูปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการตลาดและเข้าถึงแหล่งเงินทุน

4.ร่างทิศทางการขับเคลื่อนคลัสเตอร์พืชสมุนไพร ให้สามารถยกระดับผลิตภาพการผลิตพืชสมุนไพรโดยใช้เทคโนโลยี ยกระดับผลิตภัณฑ์แปรรูปพืชสมุนไพรให้มีมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีที่ทันมัย และเพิ่มประสิทธิภาพระบบการตลาดและการจำหน่ายสินค้าเกษตร (E-commerce)

5.ร่างทิศทางการขับเคลื่อนคลัสเตอร์ High Value Products คือ โคเนื้อ และ ผักปลอดสารพิษและอินทรีย์ โดยส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพสูง และได้มาตรฐานระดับสากลให้เพียงพอแก่ความต้องการภายในประเทศ ตั้งศูนย์ชำแหละ ตัดแต่ง และการแปรรูปที่ได้มาตรฐานระดับส่งออก และสนับสนุนและจัดทำการตลาด ทั้งโคเนื้อและผลิตภัณฑ์แปรรูป โปรโมทให้การบริโภคเนื้อโคเพิ่มมากขึ้น

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า การขับเคลื่อนดังกล่าวมีการตั้งคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในอีอีซี โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อทำแผนงานโครงการด้านการเกษตรตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทางให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอีอีซี และเป็นแผนงานที่สามารถรองรับต่อสถานการณ์หลังโควิดในรูปแบบนิวนอร์มอล รวมถึงจะมีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ (Big Data) ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ National Agricultural Bigdata Center (NABC) ด้วย

ทั้งนี้ การใช้อีอีซีเป็นต้นแบบเพื่อปรับการทำเกษตรในรูปแบบทันสมัย จะเป็นโอกาสพัฒนาภาคการเกษตร โดยจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้วยการจัดทำเขตเกษตรเศรษฐกิจ (โซนนิ่ง) เพื่อกำหนดพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรตามความเหมาะสม และสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และตามความต้องการวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม

การดำเนินการต้องบริหารจัดการน้ำรองรับความต้องการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการบริการและการท่องเที่ยวอย่างสมดุลซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มตัวอย่างด้านการเกษตรของประเทศที่ยกระดับให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง พร้อมทั้งเกิดประโยชน์กับภาคประชาชนในอีอีซีและจังหวัดใกล้เคียง

ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานเตรียมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับ อีอีซี ระยะเวลา 10 ปี (2564-2574) เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมทั้งภาคเกษตรกรรม ที่อาจจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมีเพิ่มขึ้น จากคาดการณ์แนวโน้มความต้องการน้ำในเขตอีอีซี ในปี 2574 คาดจะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้น 358 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) เป็น 1,412 ล้าน ลบ.ม.จากปี 2564 มีความต้องการใช้น้ำปริมาณ 1,054 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้พิจารณาแนวทางในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนรองรับการความต้องการน้ำที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและป้องกันการขาดแคลนน้ำทั้งในการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการรักษา ระบบนิเวศ มีแนวทางการดำเนินการดังนี้

ในลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ดำเนินการ 2 โครงการ คือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ดำเนินการเพื่อเพิ่มปริมาณ น้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ปีละ 140 ล้าน ลบ.ม. มีแผนงานก่อสร้างในปี 2567-2670 และโครงการผันน้ำคลองวังโตนด-อ่างฯประแสร์ เส้นที่ 2 เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้อีกปีละ 70 ล้าน ลบ.ม.

จ.ระยอง ดำเนินการ 2 โครงการ คือ โครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างฯประแสร์ เส้นที่ 2 เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้อีกปีละ 50 ล้าน ลบ.ม. ดำเนินงานปี 2566-2567 ภายใต้งบประมาณ 810 ล้านบาท ปัจจุบันออกแบบแล้วเสร็จ พร้อมดำเนินการ 

จ.ชลบุรี ได้ดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างประแสร์-หนองค้อ-บางพระ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระ ปีละ 80 ล้าน ลบ.ม.รองรับความต้องการน้ำในการอุปโภค-บริโภค การอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวในอนาคต ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (ปี 2566-69) ภายใต้งบประมาณ 9,500 ล้านบาท ปัจจุบันออกแบบและทบทวนแบบเดิมแล้วเสร็จ และดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งขออนุญาตใช้พื้นที่จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว