วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลท.เผย ‘ซีอีโอบจ.’ คาด 2-3ปี กำไรฟื้นเท่าปีก่อนโควิด ปรับธุรกิจพร้อมรับมือ

"ตลท."เผยผลสำรวจซีอีโอ ปี 64 พบบจ.ไทยแกร่ง รับมือโควิดลากยาว จากปรับตัวทางธุรกิจ- สภาพคล่องเพียงพอ- มีแผนรองรับสถานการณ์  ส่วนใหญ่คาด 2-3ปีกำไรฟื้นเท่าก่อนโควิดระบาด ด้านมาร์เก็ตแคปไอพีโอปีนี้คาดเท่ากับปี63 ที่5.55แสนล้าน

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดทุนไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2564 ภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ลากยาวต่อเนื่อง ต้องพิจารณาไปพร้อมกับประเด็นสำคัญ คือ “การปรับตัวของบริษัทจดทะเบียน”

ทั้งนี้จากผลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ปี 2564 (SET CEO Survey) เชื่อว่า หลายบริษัทน่าจะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ เนื่องจากบริษัทเหล่านั้นมีการปรับตัวทางธุรกิจ มีสภาพคล่องเพียงพอ และมีแผนรองรับกับสถานการณ์ไว้อยู่แล้ว ประกอบกับหลายบริษัทราว 40% มีการส่งออก หรือมีทำกิจกรรมทางธุรกิจเชื่อมโยงไปกับประเทศที่ฟื้นได้เร็วก็จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทนั้นๆ

162569925493

อีกทั้งการประเมินผลประกอบการของบริษัท ซึ่ง "ซีอีโอ"ส่วนใหญ่คาดวว่า จะใช้เวลา 2-3 ปี ในการฟื้นตัวกับมาเทียบเท่าช่วงก่อนโควิด-19  หรือปี 2562  แต่ขึ้นอยู่กับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด -19 โดยคาดว่า การแพร่ระบาดของโควิด -19 (การแพร่ระบาด การควบคุม การจัดหาวัคซีน การฉีดวัคซีน) ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับแรกต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คือ นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ

ขณะเดียวกัน พบว่า 90% ของบริษัทจดทะเบียนใช้นโยบายทำงานที่บ้าน ( work from home) ในอัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ซึ่งบริษัท ส่วนใหญ่คาดว่าคงนโยบาย WFH อย่างน้อย 3 -6 เดือน และนโยบายบริษัทปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์โดยประเมินราย 1 - 2 สัปดาห์

     

      162569925468    

   

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท.  กล่าวว่า แนวโน้มภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยในครึ่งหลังปี 2564  ยังต้องจับตา 2 ปัจจัย  คือ ปัจจัยจากต่างประเทศ ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ซึ่งหากมีการปรับอัตราดอกเบี้ย ก็จะเป็นตัวชี้วัดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และปัจจัยในประเทศ ในเรื่องของทิศทางการเติบโตของบริษัทไทย หรือความน่าสนใจของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งปัจจัยดังกล่าว คาดส่งผลต่อทิศทางฟันด์โฟลว์ในครึ่งปีหลังนี้ และหากมีความไม่แน่นอนเข้ามา จะส่งผลให้ฟันด์โฟลว์เคลื่อนไหวเร็วและผันผวนได้       

นายภากร กล่าวว่า ด้านการเข้ามาระดมทุนของบริษัทใหม่ๆ หรือ การ IPO แนวโน้มในปีนี้ คาดว่า อยู่ในระดับเดียวกับปี 2563 ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป) ณ IPO ที่ 555,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกปี 2564อยู่ที่ 341,000 ล้านบาท ถือว่ามากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่เหลือก็คาดว่าจะเข้ามาในครึ่งปีหลังของปีนี้  โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ของปี จะเข้ามามากที่สุด ทั้งนี้โดยปกติจะมีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง SET และ mai เฉลี่ยต่อปีราว 40-50 บริษัท 

 ขณะที่ ณ สิ้นเดือนมิ.ย.2564 SET Index ปิดที่ 1,587.79 จุด ลดลง 0.4% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า  แต่ในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 9.6% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2563

ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในSET และ mai  อยู่ที่ 97,121 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.5% จากเดือนเดียวกันปีก่อน โดยใน 6 เดือนแรกปี 2564 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 98,328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.3%จากเดือนเดียวกันปีก่อน

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index ได้แก่กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 

อย่างไรก็ตามเริ่มเห็นสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้นของราคาหลักทรัพย์บางกลุ่มที่สูงกว่าผลการดำเนินงานในอดีตค่อนข้างมาก ซึ่งผู้ลงทุนควรพิจารณาข้อมูลพื้นฐานเป็นรายหลักทรัพย์และกระจายความเสี่ยงในการลงทุน