วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

20 อันดับหุ้นพุ่งแรงครึ่งแรกปี 64 JTS แชมป์ ราคาวิ่ง 1,560%

20 อันดับหุ้นพุ่งแรงครึ่งแรกปี 64 JTS แชมป์ ราคาวิ่ง 1,560%

ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ปรับขึ้นมาแล้ว 110.25 จุด หรือปรับขึ้น 7.51% มาอยู่ที่ 1,578.49 จุด จากต้นปี 1,468.24 จุด ระหว่างทางปรับขึ้นทำจุดสูงสุด 1,636.56 จุด และต่ำสุดที่ 1,466.98 จุด มูลค่าการซื้อขายกว่า 1.12 ล้านล้านบาท

โดยในเดือน ม.ค.ตลาดหุ้นไทยมีทิศทางปรับขึ้นได้ดีแม้เผชิญผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลมีการออกมาตรการล็อกดาวน์บางพื้นที่ (Partial Lockdown) ถัดมาในเดือน มี.ค.เป็นเดือนแรกที่ดัชนี SET กลับมาอยู่ระดับเดียวกันกับก่อนเกิดโควิด-19 นอกจากนี้ ในเดือน เม.ย. และเดือน พ.ค. SET ปรับขึ้น 9.2% และ 10% ตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ

อย่างไรก็ดี ในเดือน มิ.ย.ดัชนีปรับตัวลง 30.80 จุด หรือปรับลง 1.90% โดยเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของเดือน หลังจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศปรับตัวขึ้นสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่

ขณะที่การซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุน พบว่า นักลงทุนสถาบัน (กองทุน) มียอดขายสุทธิสะสม 40,936.73 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ซื้อสุทธิสะสม 7,403.75 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิสะสม 80,241.70 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนภายในประเทศ (รายย่อย) ซื้อสุทธิสะสม 113,774.68 ล้านบาท

สำหรับหุ้นที่ราคาปรับขึ้นสูงสุด 20 อันดับแรก ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ได้แก่

1. JTS เพิ่มขึ้น 1,558.03% จาก 1.93 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 32.00 บาทต่อหุ้น

2. W เพิ่มขึ้น 1,151.85% จาก 0.27 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 3.38 บาทต่อหุ้น

3. AEC เพิ่มขึ้น 923.53% จาก 0.17 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 1.74 บาทต่อหุ้น

4. XPG เพิ่มขึ้น 713.08% จาก 1.07 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 1.07 บาทต่อหุ้น

5. 7UP เพิ่มขึ้น 355.81% จาก 0.43 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 1.96 บาทต่อหุ้น

6. PRIME เพิ่มขึ้น 340.82% จาก 0.49 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหุ้น

7. TH เพิ่มขึ้น 291.84% จาก 0.49 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 1.92 บาทต่อหุ้น

8. TGPRO เพิ่มขึ้น 287.50% จาก 0.08 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 0.31 บาทต่อหุ้น

9. RCL เพิ่มขึ้น 276.76% จาก 14.20 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 53.50 บาทต่อหุ้น

10. CEN เพิ่มขึ้น 253.33% จาก 0.60 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 2.12 บาทต่อหุ้น

11. TNPC เพิ่มขึ้น 244.00% จาก 0.75 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 2.58 บาทต่อหุ้น

12. CSP เพิ่มขึ้น 240.98% จาก 0.61 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 2.08 บาทต่อหุ้น

13. PAF เพิ่มขึ้น 240.74% จาก 0.54 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 1.84 บาทต่อหุ้น

14. FSS เพิ่มขึ้น 204.95% จาก 1.82 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 5.55 บาทต่อหุ้น

15. SABUY เพิ่มขึ้น 203.03% จาก 3.30 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 10.00 บาทต่อหุ้น

16. INOX เพิ่มขึ้น 179.07% จาก 0.43 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 1.20 บาทต่อหุ้น

17. TTA เพิ่มขึ้น 172.57% จาก 5.65 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 15.40 บาทต่อหุ้น

18. TEAM เพิ่มขึ้น 172.38% จาก 1.05 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 2.86 บาทต่อหุ้น

19. VPO เพิ่มขึ้น 169.23% จาก 0.52 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 1.40 บาทต่อหุ้น

20. SKN เพิ่มขึ้น 167.16% จาก 2.04 บาทต่อหุ้น มาอยู่ที่ 5.45 บาทต่อหุ้น

ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังที่เหลือของปี 2564 "สุกิจ อุดมศิริกุล" กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ จำกัด เผยว่า แม้เศรษฐกิจจะมีทิศทางดีขึ้นจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 แต่คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะผันผวนจากปัจจัยกดดันทั้งในและต่างประเทศ เช่น การยุติการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบของธนาคารสหรัฐ (QE Tapering) การกลับมาเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน การเตรียมออกนโยบายควบคุมบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ การควบคุมดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลของไทย ฯลฯ

นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาปรับขึ้นแล้วประมาณ 300 จุด จาก 1,300 จุด มาอยู่ที่ 1,600 จุด ดังนั้น คาดว่าการฟื้นตัวต่อจากนี้ จากปัจจัยแวดล้อมกดดันและมูลค่า (Valuation) ที่เริ่มตึงตัวจะส่งผลให้ดัชนีปรับขึ้นอย่างไม่ราบรื่น (Smooth) จึงแนะนำนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการซื้อหุ้น

"สำหรับคนที่ซื้อขายทำกำไร (เทรดดิ้ง) ก็ยังเทรดดิ้งได้ แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ส่วนนักลงทุนที่ถือลงทุนในระยะกลาง-ยาว เราแนะนำให้ถือหุ้นในกลุ่มที่มีความทนทาน (Defensive) มีกำไรรองรับชัดเจน โดย 3 กลุ่มที่แนะนำ ได้แก่ กลุ่มการแพทย์ กลุ่มสาธารณูปโภค และกลุ่มสื่อสาร แม้ราคาหุ้นไม่หวือหวาวมาก แต่พื้นฐานมีความแข็งแกร่ง"