“กอบศักดิ์ ภูตระกูล” เผย 5 เทรนด์ กำหนดแนวทางการลงทุน 6-12เดือนข้างหน้าเมื่อทั่วโลกรอเปิดเมือง โควิดยังมาเป็นระลอก ประเทศพัฒนาเริ่มฟื้นหลังโควิดหนุนส่งออก “อาหาร-อิเล็กทรอนิกส์” ปรับตัวดี ย้ำตลาดตั้งรับความผันผวนเมื่อสหรัฐปรับนโยบาย พร้อมเตือนธุรกิจพลิกโมเดลอยู่รอดในยุคนิวนอร์มอลและระวังแผลเป็นโควิดต้องสะสาง
จากเวทที SET in Trend "มองเทรนด์โลก รอ Reopening?” กางสูตร วิเคราะห์เทรนด์ เมื่อทั้งโลกรอเปิดเมือง โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ"Investment Post Pandemic" ว่า 5เทรนด์สำคัญที่จะกำหนดแนวทางการลงทุนใน6-12เดือนข้างหน้า ได้แก่ 1.โควิดระลอกใหม่ 2.การฟื้นตัวหลังโควิด 3.การปรับเปลี่ยนนโยบาย 4.ความท้าทายยุคนิวนอร์มอล 5.แผลเป็นจากโควิด เป็นเทรนด์สำคัญที่จะส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ในตลาดต่างๆที่นักลงทุนต้องพิจารณาในการลงทุนหลังจากนี้
“โควิดในหลายประเทศกำลังพัฒนารวมถึงไทยยังไม่จบ ในขณะที่ประเทศพัฒนาเริ่มฟื้นหลังโควิด มีการปรับเปลี่ยนนโยบาย ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดตามมา ขณะที่บางธุรกิจที่ออกจากโควิดไปแล้ว ถ้าเรายิ่งออกช้ายิ่งน่ากังวลใจ เพราะหลายคนออกไปจับจองพื้นที่ทางธุรกิจกันหมดแล้ว จะยิ่งทำให้การแข่งขันทางธุรกิจยุคนิวนอร์มอลหลังโควิดรุนแรงเป็นพิเศษ คนที่เราเคยคิดว่าดีก่อนโควิดอาจจะตายหลังโควิดก็ได้ คนที่ไม่ปรับตัวช่วงโควิดมั่นใจว่าตายแน่และที่สำคัญยังมีแผลเป็นจากโควิดต้องกลับมาสะสางโดยจะมีผลต่อบางธุรกิจอาจถูกเก็บภาษีหรือเก็บภาษีเพิ่มขึ้น”
สำหรับ 5 เทรนด์ที่กำหนดแนวทางการลงทุนในระยะ6-12เดือนข้างหน้า มีดังนี้
1 . โควิดระลอกใหม่
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังมีความกังวลใจ คือ สายพันธุ์เดลต้าอยู่ในกรุงเทพฯเป็นสัดส่วนที่มาก จะมีการบริหารจัดการกันอย่างไร และอาจจะยังมีระลอกใหม่ๆ เข้ามาอีกก็ได้ นั่นหมายความว่า ธุรกิจหลายอย่างที่สุ่มเสี่ยงต่อการปิดเมือง เช่นท่องเที่ยวกลุ่มเหล่านี้จะถูกผลกระทบเป็นประจำซึ่งในการลงทุนต้องคำนึงถึงด้วย
"สำหรับไทยคาด อีก3-6เดือน ถึงจะฉีดวัคซีนมากขึ้นเรื่อยๆและปลายปีถึงจะฉีดได้เต็มที่ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มที่ได้รับกระทบน่าจะกลับมาหลังจากปีนี้ไปแล้ว"
2 . การฟื้นตัวหลังโควิด
สำหรับเศรษฐกิจหลังโควิด ชีวิตจะกลับสู่ปกติได้ เห็นได้จากตอนนี้เเศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มกลับมาได้หลังโควิดและหลายกลุ่มธุรกิจที่กังวลใจในอดีตจะพลิกฟื้น
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า เห็นได้จากขณะนี้การฟื้นกลับมาของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐ ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งมีสัดส่วนถึง70%ของจีดีพีโลก มีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น ปัจจัยทำให้ส่งออกของไทยฟื้นตัวต่อเนื่องหลังออกจากโควิด ปัจจุบันสูงกว่าช่วงก่อนหน้าถึง15% "กลุ่มอาหารและอิเล็กทรอนิกส์" ปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตามมองว่า ยังมีปัญหาหลังโควิดที่จะตามมาและเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางหลายประเทศยังกังวล คือ"การขาดแคลนสินค้า กังวลฟองสบู่อสังหาฯ และหุ้น นำมาสู่เรื่องของเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นและแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยตามมา"
3.ปรับเปลี่ยนนโยบาย
นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า ราว1 ปีเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับสู่ปกติ ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย ไม่ว่าจะ ลดคิวอี ขึ้นดอกเบี้ย หลังจากสภาพคล่องที่ถูกอัดฉีดเข้ามาจำนวนมาก
ดังนั้นย่อมมีผลกระทบต่อตลาดพันธบัตร หากใครลงทุนในตลาดมันนี่มาร์เก็ตให้เตรียมใจว่าจะเหมือนกับที่เคยเจอเมื่อปี2561 คือราคาของพันธบัตรต่างๆจะตกลง และดอกเบี้ยบางช่วงอาจติดลบได้ จากการปรับขึ้นของยิลด์เคิร์ฟ แต่เชื่อว่าเฟดจะมีการส่งสัญญาณในครั้งหน้า เตรียมการลดคิวอีคาดประมาณต้นปีหน้า ซึ่งจะสร้างความผันผวนในระยะข้างหน้า
ดังนั้น "ช่วง2 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงของการลงทุน ท่ามกลางความผันผวน" จะเห็นได้ว่า ถ้าหุ้นช่วงก่อนหน้าเป็นรีบาวด์ หลังจากนี้จะเป็นไซด์เวย์ และบวกกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น หรือ ผลกระทบการลงทุนทองคำจะเห็นขึ้นไปแตะ2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปเพราะเมื่อสถานการณ์เริ่มเป็นปกติจะหมดแรงส่ง
หรือแม้ตอนนี้ เฟดยังไม่ดึงสภาพคล่องกลับและยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินดอลลาร์เริ่มแข็งค่าขึ้น ทำให้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องจากระดับ31บาทต่อดอลลาร์มาอยู่ทะลุ32บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าสุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งหากใครลงทุนต่างประเทศจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากค่าเงิน แต่หากต่างชาติจะเข้าลงทุนในไทยเริ่มคิดหนักว่า อัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นส่วนลดได้มากน้อยแต่ไหน
นอกจากนี้ยังมีความผันผวนตามมา เนื่องจากคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย1-2ปี สำหรับกระจายวัคซีนเพียงพอในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้การฟื้นตัวจะเป็นแบบตัวK โดยที่ความผันผวนเกิดตอนประเทศกำลังพัฒนายังอ่อนแอ รวมทั้งประเทศไทย
"หากเราไม่เร่งฉีดวัคซีนคงต้องอยู่แต่ในบ้านอีกหลายเดือน และหากเราฟื้นตัวช้า เป็นเรื่องที่น่าหนักใจว่าจะเกิดหลายๆผลกระทบตามมาในหลายๆตลาด"
4 . ความท้าทายยุคนิวนอร์มอล
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ความท้าทายหลังโควิดในยุคนิวนอมอลล์ คือ สิ่งที่รอเราอยู่หลังออกจากอุโมงค์ ที่น่ากังวลใจที่สุดคือ คู่แข่งที่ปรับตัวแล้ว เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และสงครามการค้าที่จะกลับคืนมารอบใหม่ รวมถึงการย้ายฐานการผลิต
"แม้เรากำลังจะออกจากอุโมงค์อย่างมีความหวัง แต่หลังออกจากอุโมงค์แล้วไม่ง่าย ดังนั้นภาคธุรกิจต้องปรับตัวในช่วงโควิด หากธุรกิจไหนไม่ปรับตัวแนะว่าไม่ควรเข้าไปลงทุน"
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาธนาคารได้มีความช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวใน3ช่วง เติมสภาพคล่องให้เพียงพอ รีสตาร์ทธุรกิจต่อ ปรับโมเดลเพื่อแข่งขันหลังยุคโควิด
5.แผลเป็นจากโควิด
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า สุดท้ายคือ แผลเป็นจากโควิด ได้แก่ หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นมากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น เอ็นพีเอลที่เกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่เปลี่ยนมือ
อย่างปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาเพิ่มขึ้นมาถึง20% ประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นมา10% ในช่วง1ปี ซึ่งเป็นหนี้ที่ต้องกลับมาสะสางไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาต่อฐานะการคลัง ในอนาคตอาจจะเห็นการขึ้นภาษีคนรวย ภาษีอีคอมเมิร์ซธุรกิจที่ยังไม่เคยถูกเก็บก็อาจถูกเก็บ เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณาการลงทุนเช่นกัน
ในขณะที่หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีการจัดการกับปัญหา นักลงทุนสามารถนำไปพิจารณาได้ว่าจะส่งผลดีผลเสียต่อกลุ่มธุรกิจใดบ้าง





