กำไรสุทธิ 1Q64 เติบโต 29%YoY หนุนทั้งปีโตตามคาด
ประเด็นสำคัญในการลงทุน
- กำไรงวด 1Q64 เติบโตดี 29%YoY แต่ลดลง 16%QoQ และ: งวด 1Q64 บริษัทมีรายได้จากการขาย 1,524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22%YoY แต่ลดลง 13%QoQ และมีกำไรสุทธิ 320 ล้านบาท ขยายตัว 29%YoY แต่ลดลง 16%QoQ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 39% ทรงตัวทั้ง YoY และ QoQ ยังคงรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ระดับ 32% อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้จากการขายลดลงเหลือ 3% จาก 10.8% ในงวด 1Q63 อัตรากำไรสุทธิ 21% ปรับดีขึ้นจากระดับ 19.7% ใน1Q63 และ 4Q63 กำไรปกติที่ลดลงจากช่วงไฮซีซั่นใน 4Q63 ที่สูงสุดรายไตรมาสที่มีการเร่งโอนโครงการ ด้านฐานะการเงินยังแข็งแกร่งโดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เท่ากับ 0.64 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมที่ระดับ 1.5 เท่า กำไร 1Q64 คิดเป็น 25% ของประมาณการกำไรทั้งปี 64 ที่เท่ากับ 1,266 ล้านบาท
- 1H64 เปิดขายโครงการใหม่ราวครึ่งหนึ่งตามแผน : ปี 64 บริษัทใช้กลยุทธ์การขายเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่และทำเลใหม่และนำแบรนด์ “บ้านลลิล” ระดับราคา 4-8 ล้านบาทกลับมาทำใหม่เพื่อขยายตลาดสู่ลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อสูงและไม่ค่อยมีปัญหาในการขอสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกค้าระดับล่างที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและถูกปฏิเสธสินเชื่อ ปี 64 บริษัทตั้งเป้ามียอดขายโครงการ 7,000 ล้านบาทและคาดยอดโอนที่จะรับรู้เป็นรายได้ราว 6,000 ล้านบาท บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 10-12 โครงการมูลค่ารวม 6,000-7,000 ล้านบาท เติบโตอย่างน้อย 15% จากปี 63 ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 64 เปิดโครงการใหม่รวม 7 โครงการ มูลค่า 4,680 ล้านบาท
- คงประมาณการกำไรปี 64 ตามเดิมซึ่งเติบโต 7% : รายได้จากการโอนโครงการในปี 64 มีโอกาสแตะระดับ 6 พันล้านบาทสอดคล้องกับมูลค่าโครงการที่มีแผนเปิดขายใหม่ทั้งปีที่ราว 6-7 พันล้านบาทซึ่งเป็นอัตราการเติบโตราว 5% ฝ่ายวิจัยคงประมาณการรายได้และกำไรตามประมาณการเดิมที่ 6,002 ล้านบาท และ 1,266 ล้านบาท ซึ่งเติบโต 4% และ 7% (เมื่อเทียบกับกำไรปกติ) ตามลำดับ ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ราว 1,000 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในเดือน พ.ค. 64 เนื่องจากการขายและการโอนในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2564 ยังคงทำได้ตามเป้าหมาย จึงคาดว่าภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วง 2Q64 มีแนวโน้มเติบโตจากไตรมาสแรก และ backlog ที่เหลือจะรับรู้รายได้ในช่วง 3Q64 เป็นส่วนใหญ่จึงเป็นไปได้ว่าผลการดำเนินงานในช่วง 3Q64 อาจจะใกล้เคียงกับ 4Q64 ที่มักเป็นช่วงไฮซีซั่น
- ปรับคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” คงราคาเหมาะสม 11 บาท : ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของบริษัท ในการประเมินราคาเหมาะสมอิง Prospected PER ที่ระดับ 8 เท่าซึ่งเป็นระดับสูงสุดในระยะ 3 ปีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ระดับ 5 เท่า จากการประเมินกำไรต่อหุ้นสำหรับปี 64 ที่ 1.3 บาทได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 11 บาทและราคาที่ปรับลดลง 3.41% จากบทวิเคราะห์ฉบับก่อนหน้า (เผยแพร่เมื่อ 25 มี.ค. 64) ทำให้มี upside เกิน 10% ขณะที่คาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 5.5% ต่อปีอยู่ในระดับสูงน่าสนใจ จึงปรับคำแนะนำจาก“ถือ” เป็น “ซื้อ” รับเงินปันผล
ปัจจัยเสี่ยง
- กำลังซื้ออ่อนแอจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
- ธุรกิจที่อยู่อาศัยมีการแข่งขันสูง
- ต้นทุนค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น
4. การพัฒนาโครงการมีความล่าช้า






