"กรมปศุสัตว์" คุม "ลัมปี สกิน" ไม่อยู่ ลามกว่า 47 จังหวัด เร่งนำเข้าวัคซีนป้องกัน เข้มห้ามเคลื่อนย้าย
ถือว่าระบาดหนักและกระจายอย่างรวดเร็วสำหรับโรคลัมปี สกินในโคและกระบือ ที่ลุกลามไปแล้วกว่า 47 จังหวัด กรมปศุสัตว์เร่งนำเข้าวัคซีนพร้อมพัฒนาผลิตใช้เอง เนื่องจากคาดว่าโรคนี้จะอยู่กับไทยอีกนานพอสมควร
นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ เปิดเผยว่า ในขณะนี้การระบาดของโรคลัมปี สกิน กระจายไปทั่ว 47 จังหวัดแล้ว มีโคและกระบือ ป่วยสะสมรวม 51,222 ตัว จากประชากรโคกระบือรวมทั้งหมด 6 ล้านตัวทั่วประเทศ ในจำนวนนี้อยู่ระหว่างการกักตัว มี 3 หมื่นตัวเป็นโคนม 700 ตัว กระบือ 120 ตัว ที่เหลือเป็นโค และเสียชีวิต 886 ตัว ซึ่งอัตราการเสียชีวิตยังไม่ถึง 1 %
แต่โอกาสการกระจายของเชื้อมีสูง โดยมีแมลงเป็นพาหะ ประกอบกับโรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาเนื่องจากเป็นเชื้อไวรัส แม้ว่ากรมปศุสัตว์จะนำเข้ามาวัคซีนเข้ามา 6 หมื่นโดส แต่เป็นการวัคซีนเพื่อป้องกันเท่านั้น ซึ่งจะใช้เริ่มฉีดในพื้นที่ที่ยังไม่มีการระบาด และพื้นที่ระบาดหายแล้วก่อน รวมทั้งบริเวณโดยรอบรัศมี 5-20 กิโลเมตร(กม.) หลังจากนั้นจะกระจายรัศมีเป็น 50 กม. โดยรอบต่อไป
ในพื้นที่เหล่านี้เมื่อพบว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้น กรมปศุสัตว์จะขอความร่วมมือเพื่อทำลายและจ่ายเงินชดเชย ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 รายละ 2 ตัว เป็นเงินสดผ่านบัญชีเงินฝากของเกษตรกร ตามหลักเกณฑ์ คือ
อายุน้อยกว่า 6 เดือน โค 6,000 บาท กระบือ 8,000 บาท อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี โค 12,000 บาท กระบือ 14,000 บาท อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 2 ปี โค 16,000 บาท กระบือ 8,000 บาท อายุมากกว่า 2 ปี โค 20,000 บาท กระบือ 22,000 บาท
ส่วนโคที่ป่วยอยู่นั้นจะใช้วิธีการกักตัว ห้ามเคลื่อนย้าย ผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดทางกฎหมาย และใช้ยารักษาตามอาการ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อบรมเกษตรกร พร้อมทั้งสาธิตวิธีการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง โดยเกษตรกรต้องดำเนินการอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์
"เนื่องจากแมลงเป็นพาหะของโรคนี้ จึงต้องระมัดระวังไม่ให้มีแมลงในฟาร์ม บางรายอาจต้องกางมุ้ง แต่การใช้วัคซีนในตลาดตอนนี้ซึ่งเป็นวัคซีนเถื่อนนั้น ผมไม่แนะนำ ไม่รู้ว่าประสิทธิภาพจะดีหรือไม่ เกษตรกรที่ต้องการขอให้ประสานมาที่กรมปศุสัตว์ ซึ่งมีแผนนำเข้ามาเพิ่มอีก 3 แสนโดส ซึ่งมีอุปสรรคจากการโรคโควิดระบาด ทำให้การขนส่งยุ่งยาก"
ทั้งนี้การผลิตวัคซีนในประเทศ กรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยวัคซีนที่ทำจากพืช หรือ plant based vaccine ร่วมกับ บริษัทใบยาไฟโตฟาร์ม ของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คาดว่าจะสามารถเริ่มทดสอบวัคซีนได้ภายใน 2 เดือน และถ้าได้ผลดีจะทำให้โรงงานวัคซีนของกรมปศุสัตว์ผลิตวัคซีนดังกล่าวทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการผลิตวัคซีนสัตว์จากพืช
"โรคดังกล่าวมีต้นกำเนิดที่แอฟริกาทันทีองค์การโรคระบาดสัตว์ หรือ OIE ประกาศว่ามีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน กรมปศุสัตว์ประกาศปิดด่านนำเข้าชายแดนทันทีแต่ไม่มีอำนาจปิดตลาดนัดทำให้เกิดการลักลอบและตรวจพบครั้งแรกเมื่อเดือน มี.ค. ที่ จ.ร้อยเอ็ด ดังนั้นจึงต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย เรื่องห้ามเคลื่อนย้ายโคกระบือจนกว่าจะสามารถควบคุมโรคลัมปีสกินได้"
อย่างไรก็ตามในส่วนของเนื้อสัตว์ และนมในตลาดขณะนี้ ยังสามารถรับประทานได้ปกติ โดยกรมปศุสัตว์จะตรวจสอบมาตรฐานตามโรงเชือดและศูนย์รวบรวมนม หากพบมีการปนเปื้อน หรือไม่ได้มาตรฐานที่กำหนดจะไม่อนุญาตให้วางจำหน่ายได้
นายสัตวแพทย์ สถาพร จิตตปาลพงศ์ คณบดีคณะเทคนิคสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ลัมปีสกิน มีอัตราการติดสูงแต่ตายต่ำ ระยะฝักตัว 4 -7 วัน และใช้เวลา 28 วันในการแสดงของโรคที่ชัดเจน ดังนั้นเกษตรกรอย่านิ่งนอนใจว่าโคที่เลี้ยงอยู่จะไม่มีการติดเชื้อ โดยเกษตรกรต้องเข้าใจและระมัดระวัง ถ้าพบก้อนขึ้นตามตัว ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่
ซึ่งก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากแมลงที่เข้าไปกัดทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นวิธีการควบคุมโรคนี้ได้ดีที่สุดคือ ป้องกันแมลงที่เป็นพาหะ แต่โรคนี้จะหายได้จากการสร้างภูมิคุ้มกัน ดังนั้นสัตว์อายุน้อยมีภูมิคุ้มกันต่ำ มีโอกาสตายสูง การรักษาสามารถทำได้ตามอาการเท่านั้น โดยใช้ยาม่วง ทิงเจอร์ และทำความสะอาดฆ่าเชื้อ
ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ที่จะเข้าไปให้ความรู้กับเกษตรกร เพราะการระบาดกว่าครึ่งประเทศไปแล้วและคาดว่าโรคนี้จะอยู่กับไทยไปนานพอสมควร เพราะไทยมีพาหะที่สมบูรณ์ หลากหลายชนิด เช่น แมลงวันคอก ยุง เหลือบ ริ้น เป็นต้น
จาการศึกษาวิจัยพบว่าเชื้อลัมปี สกิน ยังสะสมในเห็บ ซึ่งเห็บสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านไข่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเห็บชนิดใด ทุกตัวหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่ต้องระวัง รวมทั้งสัตว์ที่ใช้วัคซีน ไม่ควรส่งเนื้อหรือนมไปขายเพราะมีโอกาสปนเปื้อนได้





