มติการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ด อีวี ที่ตั้งเป้าหมายจะมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) รวมทุกประเภทในปี 2568 อยู่ที่ 1,055,000 คัน
มติการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ด อีวี ที่ตั้งเป้าหมายจะมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) รวมทุกประเภทในปี 2568 อยู่ที่ 1,055,000 คัน นับเป็นความชัดเจนในการกำหนดนโยบายส่งเสริมรถอีวีในประเทศไทย และเกิดกระแสตื่นตัวตอบรับรถอีวี
บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นต์ จำกัด (SHARGE) ผู้นำด้านการสร้าง EV Charging Ecosystem เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ได้คาดการณ์ว่าเป้าหมายดังกล่าวของภาครัฐจะสนับสนุนให้ตลาดอุปกรณ์ชาร์จรถอีวี ขยายไปสู่มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาทใน 5 ปี ดังนั้น การเตรียมการด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Ecosystem) เพื่อส่งเสริมการใช้รถอีวี เป็นสิ่งสำคัญและเร่งด่วนที่ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคในอนาคตอันใกล้
พีระภัทร ศิริจันทโรภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SHARGE) เปิดเผยในเฟซบุ๊ก #LIVE: SHARGE Business Direction 2021 พบกับแผนและเป้าธุรกิจอย่างเป็นทางการของชาร์จ โดยระบุว่า บริษัท ในฐานะผู้นำด้านการสร้าง EV Charging Ecosystem เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน มองว่า ภายใน 5 ปี การใช้รถอีวี จะเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เนื่องจากเป็นเมกะเทรนด์ของโลก และการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และเร่งหาทางลดการสร้างมลภาวะ
ขณะที่ในประเทศไทย ปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากรถยนต์สันดาปมาสู่รถอีวี อย่างยั่งยืนนั่นคือการมีสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับเพียงพอต่อการใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงหัวชาร์จได้อย่างทั่วถึง
บริษัท พร้อมสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศต่อการเติบโตของรถอีวี ด้วยการเป็นผู้ให้บริการด้านการชาร์จรถอีวีอย่างครบวงจร ทั้งในรูปแบบของการจำหน่ายอุปกรณ์ชาร์จสำหรับติดตั้งตามที่อยู่อาศัย และแหล่งไลฟ์สไตล์ รวมถึงการพัฒนาสถานีชาร์จ (EV Charging Station) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
โดยตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปี (ปี 2563-2568) บริษัทจะสามารถสร้างยอดขายได้ 3,000 ล้านบาท จากการขายเครื่องชาร์จ 20,000 หัวจ่าย ซึ่งจะมาจากการขายอุปกรณ์ให้กับโครงการที่พักอาศัย 30% และ 70% มาจากยอดขายไฟฟ้า จากหัวชาร์จที่กระจายอยู่ 250 แห่ง ให้บริการหัวชาร์จในแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำ ตลอดเส้นทางกรุงเทพ หัวหิน พัทยา และเขาใหญ่
“บริษัท มองว่า จากปัจจัยต่างๆจะผลักดันให้ประเทศไทยมีรถอีวีกว่า 3 แสนคันในปี 2568 ซึ่งจะต้องมีเครื่องชาร์จประมาณ 1 เครื่องต่อรถ 3 คัน หรือต้องมีเครื่องชาร์จ ประมาณ 1 แสนเครื่อง มั่นใจว่า SHARGE จะขึ้นเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรม ครองส่วนแบ่งการตลาดผู้ให้บริการด้านธุรกิจการชาร์จรถอีวี ในทุกรูปแบบมากกว่า 30% จากปัจจุบัน บริษัท มีมาร์เก็ตแชร์ อยู่ที่ประมาณ 20%”
ทั้งนี้ เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว บริษัทได้วางโรดแมปใน 5 ปี ผ่านกลยุทธ์ ‘LIFESTYLE CHARGING ECOSYSTEM: NIGHT, DAY, ON-THE-GO’ จึงเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายตามพฤติกรรมของผู้บริโภค 3 กลุ่ม ประกอบด้วย
กลุ่มแรก NIGHT คือ กลุ่มผู้ใช้บริการชาร์จที่บ้าน มีสัดส่วนสูงสุดหรือคิดเป็น 80% ของผู้ใช้รถอีวี ทั้งหมด เพราะจากการศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งานรถอีวี ในสหรัฐ จีน และยุโรป พบว่า ส่วนใหญ่จะนิยมชาร์จที่บ้านในเวลากลางคืน เพราะสะดวกและเหมาะกับไลฟ์สไตล์รวมถึงการชาร์จตามบ้านมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่า
ปัจจุบัน ได้ร่วมมือกับบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย 5 ราย ในการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จให้กับโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภททั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ทำให้ปัจจุบันมีหัวชาร์จครอบคลุมการให้บริการมากกว่า 25,000 ครัวเรือน
กลุ่ม DAY คือ ผู้ใช้บริการชาร์จที่เน้นการชาร์จที่จุดหมายปลายทาง เช่น การชาร์จตามศูนย์การค้า แหล่งไลฟ์สไตล์ต่างๆ สถานศึกษา และอาคารสำนักงาน โดยกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 15%
ปัจจุบัน บริษัท ได้จับมือกับศูนย์การค้าและค่ายรถยนต์ชั้นนำกว่า 7 ราย (ศูนย์การค้า 5 แห่ง ค่ายรถยนต์ 2 แห่ง) ในการติดตั้งหัวชาร์จที่ศูนย์การค้าและโชว์รูม และดูแลงานด้านระบบการให้บริการการชาร์จแบบครบวงจรให้กับโชว์รูมรถยนต์ปอร์เช่ โดยภายในปีนี้จะติดตั้งเพิ่มอีก 10 แห่งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและหัวเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นหัวชาร์จแบบชาร์จเร็ว (Quick Charge) 8 แห่ง
กลุ่ม ON THE GO คือ ผู้ใช้บริการชาร์จที่เน้นการชาร์จที่ต้องการชาร์จตามสถานีชาร์จระหว่างการเดินทางข้ามจังหวัด หรือการท่องเที่ยว ซึ่งกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนน้อยที่สุดคือ 5% ของจำนวนผู้บริโภคทั้งหมด
ปัจจุบัน ได้ร่วมมือกับพันธมิตรคือ บริษัทพลังงานในการพัฒนาสถานีชาร์จและร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านสถานีบริการน้ำมัน 1-2 ราย ในการปรับปรุงสถานีแบบเดิมให้กลายเป็นสถานีชาร์จรถอีวี ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้บริการ ครอบคลุมไปถึงหัวเมืองหลัก
นอกจากนี้ บริษัท ยังมีจุดแข็งสามารถจ่ายค่าไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชั่น และบริษัทยังมีผู้ถือหุ้นที่เป็น Strategic Partner จำหน่ายอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ EV Charging ส่งผลให้เราสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พีระภัทร กล่าวว่า การส่งเสริมรถอีวีในประเทศไทย ภาครัฐยังจำเป็นต้องกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในการชาร์จรถอีวีให้ชัดเจน รวมถึงกฎระเบียบในการติดตั้ง เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ใช้เห็นถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ และเกิดการลงทุนขยายปั๊มชาร์จมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัท มีแผนที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังปี 2568 ปัจจุบันอยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตรเพื่อเตรียมขยายธุรกิจไปสู่ประเทศในแถบ AEC อีกทั้งในเร็วๆนี้ เตรียมเปิดตัวพันธมิตรที่จะขยายงานตามกลยุทธ์ กลุ่ม ON THE GO ที่จะให้ความสำคัญในปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มปั๊มน้ำมัน และไม่ปิดกั้นตัวเอง พร้อมเปิดรับพันธมิตรทุกราย

