ท่ามกลางความโกลาหล สับสนวุ่นวายทั่วโลกจากการระบาดของโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา ไม่เพียงระบบสุขภาพอนามัยของผู้คนโลกอยู่ในสภาพพังทลายเท่านั้น ระบบเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนทั่วโลกก็ย่อยยับแบบที่ต้องเร่งฟื้นฟู
การฟื้นฟูที่ว่านี้จะทำอย่างไร ต่างคนต่างทำหรือมต้องช่วยเหลือกันเพราะโรคระบาดครั้งนี้ นำมาซึ่งวิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal หรือ บางคนก็เรียกว่า Never Normal ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้กำลังเป็นความท้าทายใหม่ของโลกและต่อเศรษฐกิจการค้าโลกหลังจากนี้
องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ได้เผยแพร่ข้อสรุปกำหนดการการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญครั้งที่ 12 (MC12) หรือ The WTO’s 12th Ministerial Conference (MC12) ระหว่างวันที่30 พ.ย.-3 ธ.ค. 2564 ที่เจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
“หลังการหารือร่วมกันระหว่างสมาชิกดับเบิลยูทีโอ เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันที่จะให้มีการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีการค้าในปลายปีนี้ ซึ่งเป็นกำหนดการใหม่ที่จัดขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ที่ต้องเลื่อนการประชุมเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา ที่ประเทศคาซัคสถาน เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19”
สำหรับความสำคัญของการประชุมรัฐมนตรีดับเบิลยูทีโอครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประชุมที่ประกอบด้วยรัฐมนตรีการค้าและเจ้าหน้าที่อาวุโสจากชาติสมาชิก 164 ประเทศ ซึ่งเป็นการประชุมที่มีระดับความสามารถการตัดสินใจได้สูงสุดต่อบทบาทต่างๆของดับเบิลยูทีโอ
ทั้งนี้ การประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งนี้จะถือเป็นครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นที่เจนีวา ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของดับเบิลยูทีโอ โดยการประชุมก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2541 ปี 2552 และปี 2554
ด้านท่าทีของไทยในฐานะสมาชิกดับเบิลยูทีโอ ต่อการประชุมครั้งนี้ อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เล่าว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้งดับเบิลยูทีโอและผู้แทนระดับรัฐมนตรีของไทยได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีดับเบิลยูทีโอมาโดยตลอด ซึ่งการประชุมครั้งนี้ไทยมีแผนที่จะเข้าร่วมการประชุม MC12 เพื่อสนับสนุนการรักษาไว้ซึ่งระบบการค้าพหุภาคี และดับเบิลยูทีโอที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดกฎเกณฑ์ทางการค้าและกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศให้มีความโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้า นอกจากนี้ สมาชิก WTO ยังให้ความสำคัญกับการร่วมมือเพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าโลกภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19
ทั้งนี้ MC12 เป็นการประชุมผู้แทนระดับรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกฯซึ่งจะมีการจัดประชุมทุกๆ 2 ปี
โดยการประชุม MC12 จะมีผลต่อการกำหนดทิศทาง นโยบาย และขับเคลื่อนประเด็นการค้าเพื่อหาฉันทามติในเรื่องสำคัญ อาทิ ความร่วมมือเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคโควิด – 19 และการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมถึงการปฏิรูปดับเบิลยูทีโอ โดยผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ของดับเบิลยูทีโอจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการหาทางออกของประเด็นคงค้างร่วมกับประเทศสมาชิกฯเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคีและทำให้การทำงานขององค์กรไม่หยุดชะงัก
ส่วนประเด็นที่น่าจะหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมครั้งนี้ คาดว่า ความร่วมมือเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคโควิด – 19 อาทิ 1. การลดอุปสรรคและการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด 2. การส่งเสริมการเข้าถึงวัคซีนโควิด – 19 อย่างเพียงพอและทั่วถึง ตลอดจน 3. ความคืบหน้าการเจรจาสำคัญ อาทิ การจัดทำกฎเกณฑ์เรื่องการอุดหนุนประมง การลดการอุดหนุนภายในสินค้าเกษตรที่บิดเบือนการค้า และการจัดทำกฎเกณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการปฏิรูปตัวดับเบิลยูทีโอเองด้วย
อรมน กล่าวอีกว่าในมุมมองของไทยการค้าหลังโควิดรูปแบบการค้าจะเปลี่ยนไป ซึ่งขอแบ่งเป็น 2 ส่วนคือในมุมการค้าโลกเห็นว่า การระบาดของโรคโควิด – 19 ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ข้อจำกัดในการเดินทางทำให้หลายประเทศ ลดการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบจากต่างประเทศ และนอกภูมิภาค ตลอดจนพยายามลดความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน โดยหันมาพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบภายในประเทศหรือประเทศใกล้เคียง เพื่อให้มีความยืดหยุ่นจากมาตรการภายในประเทศเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด – 19
นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้น จากการที่ต้อง WFH และเพื่อลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกทางการค้า
ส่วนในมุมต่อการค้าไทย เห็นว่าการระบาดของโรคโควิด – 19 ทำให้ธุรกิจบางประเภท อาทิ ธุรกิจท่องเที่ยวหดตัว แต่ขณะเดียวกันเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าศักยภาพของไทย มีสินค้าไทยหลายรายการที่การส่งออกในช่วงโควิดขยายตัว เช่น สินค้าอาหาร อาทิ ผักและผลไม้ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ อาทิ ถุงมือยาง รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการ Work From Home และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะเร่งขยายการค้าในสินค้ากลุ่มดังกล่าวที่ตลาดมีความต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ภาครัฐยังสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของ SMEs และ MSMEs รวมถึงมีนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) โดยการหมุนเวียนทรัพยากรในวงจรธุรกิจอย่างคุ้มค่า ลดการเกิดของเสียและวัสดุเหลือทิ้ง และใช้นวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการค้าอย่างครอบคลุมและยั่งยืนต่อไป






