background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

เตรียมตัวให้พร้อมกับ “Experience Economy”

เตรียมตัวให้พร้อมกับ   “Experience Economy”

เรากำลังเข้าสู่ Experience Economy (เศรษฐกิจที่สร้างจากประสบการณ์) หรือ ระบบเศรษฐกิจแบบที่เราเลือกที่จะบริโภค ‘ประสบการณ์’ จากสินค้าและบริการ ไม่ใช่เพียงบริโภคตัวสินค้าและบริการอีกต่อไป

Experience Economy กำลังจะมากระทบต่อภาคการผลิต เพราะในสังคม Experience Economy ที่คนจะมีความต้องการเป็นเจ้าของสินค้าลดลง ดังนั้นอะไรคือสิ่งที่ผู้ผลิตต้องเข้าใจและเรียนรู้ และอะไรคือผลกระทบต่อการผลิตในภาคเศรษฐกิจ

กลุ่มผู้บริโภคที่เราเรียกว่ากลุ่ม Millennials ซึ่งมีช่วงอายุ 25-37 ปี หรือ คนที่เกิดในช่วงปีค.ศ. 1984-1996 โดยปัจจุบันทั่วโลกมีจำนวนประชากรในกลุ่ม Millennialsคิดเป็น 23% ของประชากรของโลกเราทั้งหมด ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับประชากรวัยทำงานกลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้ Millennials เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างจากคนยุคก่อน โดยความสุขของชาว Millennials ไม่ได้เกิดจากการเป็นเจ้าของหรือครอบครองทรัพย์สิน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมีหน้าที่การงานที่มั่นคงเสมอไป แต่ให้ความสำคัญกับการหาประสบการณ์เพื่อสร้างความสุขให้ชีวิต ดังนั้น ชาว Millennials จึงเลือกที่จะใช้เงินเพื่อซื้อประสบการณ์ที่จะได้รับจากสินค้าและบริการ มากกว่าการซื้อสินค้าโดยตรง

ตัวอย่างของธุรกิจที่เริ่มนำเอาแนวคิด Experience Economy มาปรับใช้เป็นโมเดลธุรกิจใหม่และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว อาทิ ธุรกิจกลุ่ม Ride Hailing เช่น บริการ Grab และ Uber ทำให้คนไม่จำเป็นต้องซื้อรถส่วนตัวอีกต่อไป เพราะ Millennials ไม่สนใจเรื่องความเป็นเจ้าของรถ แค่ต้องการแค่การเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้อย่างสะดวก และ Co-Working Space ที่เปิดโอกาสให้คนมีสถานที่ทำงานได้โดยไม่ต้องเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ อีกทั้งธุรกิจอย่าง Airbnb และ Co-Living Space ที่แชร์บ้าน/อพาร์ตเม้นต์เดียวกัน โดยไม่ต้องซื้อบ้านเอง และสามารถย้ายไปอาศัยใน Co-Living ที่อื่นๆ เพื่อหาประสบการณ์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่เอาเรื่อง Experience Economy มาปรับใช้อีก เช่น Cloud Computing และ การซื้อ Subscription ดูหนังและฟังเพลง Online รวมทั้งการพัฒนาเกมส์ Online เป็นต้น

เมื่อคนเราต้องการเพียงประสบการณ์ ทำให้เกิดโมเดลธุรกิจที่ไม่ใช่การซื้อสินค้าทางกายภาพโดยตรงเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อแนวคิดของผู้ผลิต เพราะในที่สุดจะต้องพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ ที่อาจจะมีรายได้จากการเก็บค่าสมาชิกเพื่อให้ลูกค้าเข้ามาใช้สินค้า-บริการ โดยที่ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเพื่อเป็นเจ้าของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์อีกต่อไป

ผู้ประกอบการจึงต้องคิดให้มากขึ้นในการออกแบบสินค้าและบริการ โดยนำองค์ประกอบเรื่อง lifestyle ของคนมาพิจารณาอย่างละเอียด โดยการผลิตจะต้องมีความยืดหยุ่น หรือ Flexible เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง

สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC สิ่งที่ต้องเริ่มคิดต่อจากแนวโน้มเรื่องนี้คือ สินค้าและอุตสาหกรรมอะไรบ้างที่จะถูกกระทบจาก Experience Economy อะไรบ้างที่จะเกิดเป็น Platform ของสินค้าให้คนใช้ร่วมกัน หรืออะไรที่ยังคงเป็นสินค้าที่แต่ละคนยังคงต้องซื้อหามาใช้เป็นปกติ และอาจต้องคิดไปให้ไกลถึงว่า ในกระบวนการผลิตอะไรบ้างที่เราจะสามารถใช้โมเดล Experience Economy มาปรับใช้ได้ เช่น แต่ละผู้ประกอบการไม่ต้องซื้อหาเครื่องจักร อุปกรณ์มาใช้กันทุกคน แต่สามารถใช้ของร่วมกันได้ เรื่อง Co-Processing การใช้โรงงานหรือคลังสินค้าร่วมกันแบบ Co-Factory หรือ Co-Warehouse เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เราต้องระวังการออกแบบ Experience ของสินค้า หากผู้บริโภคกลับได้ประสบการณ์ที่ไม่ดีไป ไม่เพียงส่งผลให้สินค้าและผลิตภัณฑ์มีปัญหา แต่ยังอาจกระทบไปถึงประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์และเจ้าของสินค้าได้อีกด้วย