ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดข้อมูลบริษัทจดทะเบียนสัญชาติไทย โดดเด่นด้านความยั่งยืน โชว์ผลงานติดอันดับการคำนวนดัชนีหุ้นยั่งยืนระดับโลก "ดีเจเอสไอ" สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ต่อเนื่องถึง 7 ปี
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลผ่าน SET NOTE ฉบับที่ 3/2564 เรื่อง "หุ้นไทยโดดเด่นในดัชนีด้านความยั่งยืน" โดยระบุว่า Dow Jones Sustainability Index (DJSI) เป็นดัชนีที่ถูกพัฒนาขึ้นในปี 2542 โดย RobecoSAM ร่วมกับ S&P Dow Jones ได้ร่วมกันกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกกว่า 2,500 หลักทรัพย์ในดัชนี S&P Global BMI
โดยพิจารณาจากมูลค่าของหลักทรัพย์หลังปรับน้ำหนักตามสัดส่วนผู้ถือหลักทรัพย์รายย่อย (Free-float) และคะแนนจากแบบประเมินด้านความยั่งยืน Corporate Sustainability Assessment (CSA) ที่ครอบคลุมตัวชี้วัดในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
แล้วคัดเลือกบริษัทที่ได้คะแนนเป็นอันดับต้น ๆ ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมตามเกณฑ์การคัดเลือกของแต่ละดัชนีย่อย[i] เพื่อให้ได้หลักทรัพย์ที่มีความโดดเด่นในการประกอบกิจการโดยคำนึงถึงประเด็นเรื่องความยั่งยืนเป็นสำคัญ
จำนวนบริษัทที่เข้าร่วมการประเมินในแต่ละปีเพิ่มขึ้นจาก 280 บริษัท ในปี 2542 เป็น 1,386 บริษัท ในปี 2563[i] โดยมีบริษัทที่ได้รับเลือกเข้าดัชนี Dow Jones Sustainability World Index (DJSI World) จำนวนทั้งสิ้น 321 บริษัทและมีบริษัทที่ได้รับเลือกเข้าดัชนี Dow Jones Sustainability Emerging Markets Index (DJSI EM) จำนวนทั้งสิ้น 100 บริษัท ในปี 2563
ประกอบกับแนวคิดด้านความยั่งยืนกลายเป็นแนวคิดที่มีความสำคัญในด้านการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บริษัทจัดการการลงทุนชั้นนำหลายแห่งได้จัดตั้งกองทุนด้านความยั่งยืนที่เลือกลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่ดำเนินกิจการอย่างยั่งยืน โดยอาจอ้างอิงกับแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมทั้ง ดัชนี DJSI เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ
จากข้อมูลของดัชนี Dow Jones Sustainability World Index (DJSI World) ในปี 2563 มีบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้รับคัดเลือกเข้าดัชนีจำนวน 11 บริษัท และจากข้อมูลของดัชนี Dow Jones Sustainability Emerging Markets Index (DJSI EM) มีบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้รับคัดเลือกเข้าดัชนีจำนวน 21 บริษัท นับได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนในดัชนี DJSI EM สูงสุดในอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 7
ผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์ไทยที่โดดเด่นด้านความยั่งยืนใน DJSI
จากการทดลองสร้างกลุ่มหลักทรัพย์ลงทุน (portfolio) โดยเลือกลงทุนในบริษัทจดทะเบียนไทยที่อยู่ในดัชนี DJSI EM และปรับ portfolio ตามการเปลี่ยนแปลงสมาชิกของดัชนีเป็นรายปี (annual rebalancing) เพื่อศึกษาผลตอบแทนรวมสะสมย้อนหลังประมาณ 5 ปี (4 ม.ค. 2559 จนถึง 17 ก.พ. 2564) พบว่าได้ผลตอบแทนรวมสะสมที่ 51% สำหรับ portfolio ที่ใช้การถ่วงน้ำหนักแบบเท่ากัน (equal weighting) และผลตอบแทนที่ 49% สำหรับ portfolio ที่ใช้การถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (market cap weighting) ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของ SET100 TRI ที่ 38%
บริษัทไทยกับรางวัล Sustainability Award
รางวัล Sustainability Award เป็นรางวัลประจำปีที่ RobecoSAM ร่วมกับ S&P Global คัดเลือกและมอบให้กับบริษัทที่มีความโดดเด่นในการประกอบกิจการโดยคำนึงถึงประเด็นเรื่องความยั่งยืนเป็นสำคัญ โดยเผยแพร่ผ่านเอกสาร Sustainability Yearbook (S&P Global) และมีหลักเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทจากผลคะแนนที่บริษัทได้รับจากแบบประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA) เช่นเดียวกับการคัดเลือกของดัชนี DJSI และมีเงื่อนไขในรายละเอียดแตกต่างกันตามระดับรางวัล ดังนี้
ระดับ Gold Class – มอบให้กับบริษัทที่ได้คะแนนไม่น้อยกว่า 60 คะแนน
และได้คะแนนเป็นอันดับสูงสุด 1% แรกของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
ระดับ Silver Class – มอบให้กับบริษัทที่ได้คะแนนไม่น้อยกว่า 57 คะแนน
และได้คะแนนเป็นอันดับตั้งแต่ 1% ถึง 5% แรกของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
ระดับ Bronze Class – มอบให้กับบริษัทที่ได้คะแนนไม่น้อยกว่า 54 คะแนน
และได้คะแนนเป็นอันดับตั้งแต่ 5% ถึง 10% แรกของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
ระดับ Industry Mover - มอบให้กับบริษัทที่ได้คะแนนเป็นอันดับตั้งแต่
10% ถึง 15% แรกของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
จากข้อมูลใน Sustainability Yearbook 2021 (S&P Global) มีบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้รับการกล่าวถึงจำนวน 29 บริษัท และได้รับรางวัลระดับ Gold Class จำนวน 11 บริษัท, ระดับ Silver Class จำนวน 8 บริษัท และระดับ Bronze Class จำนวน 4 บริษัท นับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนบริษัทที่ได้รับรางวัลระดับ Gold Class สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศ
การลงทุนอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจของโลก รวมถึงความท้าทายจากการขาดแคลนทรัพยากรและพลังงาน อาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการประกอบธุรกิจ ดังนั้นแนวคิดด้านความยั่งยืน (sustainability) ที่ส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถรับมือกับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงได้ จึงกลายเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่ถูกนำมาใช้วางรากฐานของการพัฒนาธุรกิจในปัจจุบัน
หนึ่งในตัวอย่างอันเป็นที่ประจักษ์ของการนำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาประยุกต์ใช้และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจ คือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)[i] ทั้ง 17 ข้อ ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานแนวคิดที่เชื่อมโยงกับเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) เพื่อเป็นแนวทางให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการในภาคธุรกิจในนานาประเทศ นําไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการประกอบธุรกิจเพื่อยกระดับความยั่งยืนในภาพรวม
นอกจากการสร้างแรงผลักดันในฝั่งผู้ประกอบการในภาคธุรกิจและภาครัฐ องค์การสหประชาชาติยังได้พัฒนาหลักปฏิบัติสำหรับการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ (Principles for Responsible Investment : PRI)[i] โดยนำประเด็นด้าน ESG มาประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจในการลงทุน เพื่อเป็นแนวทางการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบสำหรับนักลงทุน โดยในปี 2563 มีนักลงทุนสถาบันที่ลงนามสนับสนุนหลักการของ PRI กว่า 3,000 แห่ง คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการประมาณ 103.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจในด้านความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นในฝั่งของนักลงทุนและแนวโน้มของมูลค่าการลงทุนในหลักทรัพย์ที่คำนึงถึงความยั่งยืนที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์หลังเข้าดัชนี DJSI
จากการทดลองสร้าง portfolio ตามดัชนี DJSI EM ข้างต้น นอกจากในแง่ผลตอบแทนแล้ว พบว่าหลักทรัพย์ใน portfolio มีสภาพคล่องที่สูงอีกด้วย โดยหากพิจารณามูลค่าการซื้อขายใน Non-Voting Depository Receipt (NVDR) ซึ่งเป็นตราสารหรือช่องทางการลงทุนที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนต่างประเทศ ในช่วง 3 ปีก่อน จนถึง 3 ปีหลังเข้าร่วมดัชนี จะพบว่ามูลค่าการซื้อขายโดยเฉลี่ยของ 21 หลักทรัพย์ไทยที่อยู่ในดัชนี DJSI EM ผ่าน NVDR เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 11% (มูลค่าซื้อขายโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 4%) โดยเกือบทุกหลักทรัพย์ใน portfolio มีมูลค่าการซื้อขายใน NVDR อยู่ในอันดับต้น ๆ ของกลุ่มอุตสาหกรรม
มูลค่าการซื้อขาย NVDR สุทธิในแต่ละปีของหลักทรัพย์ไทยในดัชนี DJSI EM โดยเฉลี่ยมีสถานะเป็นซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องทั้งในปีก่อนและหลังเข้าดัชนี ทำให้มูลค่าซื้อสุทธิสะสม (cumulative net buy) โดยเฉลี่ยของ 21 หลักทรัพย์ไทยที่อยู่ในดัชนี DJSI EM เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตรการเติบโตในช่วง 3 ปีก่อนจนถึง 3 ปีหลังเข้าร่วมดัชนีประมาณปีละ 32%
ตั้งแต่ปี 2537 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เริ่มมุ่งเน้นการพัฒนาในด้านบรรษัทภิบาล (Corporate Governance: CG) ของบริษัทจดทะเบียน จากนั้นจึงขยายผลให้ครอบคลุมด้านต่างๆ กระทั่งในปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาตลาดทุนให้ยั่งยืน ด้วยการเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแรงทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้กับบริษัทจดทะเบียน ผ่านกระบวนการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งในรูปแบบการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน การให้แนวทางการพัฒนา รวมถึงการสร้างหลักสูตรอบรมในด้านการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนสามารถยกระดับการประกอบกิจการอย่างยั่งยืนได้อย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้สนับสนุนแนวทางการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบและคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) มาอย่างต่อเนื่อง
รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลด้าน ESG ของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในดัชนีด้านความยั่งยืน เช่น DJSI และที่จัดทำโดยผู้วิเคราะห์ข้อมูล ESG รายอื่น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน อยู่บนเว็บไซต์ www.settrade.com
[i] Dow Jones Sustainability Indices Methodology, S&P Global, https://www.spglobal.com/esg/performance/indices/djsi-index-family
[i] DJSI/CSA Annual Review 2020, S&P Global, https://www.spglobal.com/esg/csa/djsi-csa-annual-review-2020
[i] 17 Sustainable Development Goals (SDGs), United Nations, https://www.un.org/development/desa/disabilities/envision2030.html
[i] Principle for Responsible Investment, United Nations, https://www.unpri.org

