วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กขค.ลุ้นศาลปกครองรับคดี ผู้บริโภคร้องปมซีพี-โลตัส

กขค.พร้อมชี้แจงปมอนุมัติรวมซีพี-โลตัส หลังองค์กรผู้บริโภคร้องศาลปกครองให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งบอร์ดแข่งขันทางการค้าอนุญาตให้ซีพีควบรวมโลตัส

วานนี้ (15 มี.ค.2564)มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ 37 องค์กรผู้บริโภค และตัวแทนผู้บริโภค ได้ยื่นฟ้องคณะการแข่งขันทางการค้า คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอเพิกถอนมิติ กขค.ที่อนุญาตให้บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด รวมธุรกิจกับบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด แม้จะแจ้งว่ามีอำนาจเหนือตลาดแต่ไม่ก่อให้เกิดการผูกขาดและไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งขัดต่อเจตนาของ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560

นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ประธานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.)เปิดเผยว่า อยู่ที่การพิจารณาของศาลปกครองและกขค.พร้อมเข้าไปชี้แจงเหตุผลการให้ควบรวมกิจการโดย กขค.คงต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายในการกำกับดูแลหลังการควบรวมกิจการ โดยเฉพาะการดำเนินการตามเงื่อนไขการควบรวมกิจการ 7 ข้อ ซึ่งบางส่วนกำหนดให้ต้องส่งข้อมูลการดำเนินการรายไตรมาสเริ่มในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้

161580944615

ด้านนางสาวกชนุช แสงแถลง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า จากการที่กขค. มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 อนุญาตให้ควบรวมทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ฯมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มสูงขึ้นถึง83.97% นำไปสู่การผูกขาดทางการค้า ทำให้กลไกตลาดไม่เป็นอิสระ ส่งผลเสียต่อผู้บริโภค ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ก่อนที่กขค. จะอนุญาตให้มีการควบรวมธุรกิจ ก็ไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียตามที่พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า 2560 กำหนดทำให้ขั้นตอนการลงมติ ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ให้กรรมการเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการควบรวมธุรกิจ ได้มีสิทธิลงมติในการกำหนดเงื่อนไขทางโครงสร้าง การไม่เปิดเผยรายชื่อคณะอนุกรรมการที่ทำการศึกษาและเสนอรายงานพร้อมความเห็นให้มีการอนุญาตควบรวม 2 บริษัทได้ขัดพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร มติเสียงข้างมากของกขค. ขัดต่อเจตนารมณ์พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า 2560ที่มุ่งป้องกันการผูกขาดทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นมติกขค.ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

“มติกขค.ดังกล่าวนอกจากทำให้เกิดผลเสียกับประเทศอย่างร้ายแรง ยังจะเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจอื่น เช่น ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจภาพยนตร์ อาจขอรวมธุรกิจเข้าด้วยกันจนมีอำนาจเหนือตลาดในกิจการนั้น และผูกขาดสินค้าหรือบริการ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างมาก ”

ทั้งนี้ยังขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์ชั่วคราว โดยมีคำสั่งให้ระงับการรวมธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ดังกล่าวไว้ก่อนชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

นายประวิตร บุญเทียม โฆษกศาลปกครอง กล่าวว่า ตามขั้นตอนทางศาลปกครองก็จะพิจารณาว่า คดีที่ฟ้องนั้นอยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม ถ้าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองก็จะสั่งไม่รับคดี โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการจ่ายคดีให้กับองค์คณะไหนเพื่อพิจารณาว่าคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาลหรือไม่ ถ้าอยู่ในอำนาจก็ต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขของคดี เช่น ผู้ฟ้องมีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่ ระยะเวลาการฟ้องคดี ผู้ฟ้องเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งคงต้องรอคำสั่งศาล คาดว่า 3-4 วันก็น่าจะทราบผลว่าจะศาลรับฟ้องหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากมีรายละเอียดมากก็อาจใช้เวลาเพิ่มได้