แม้จะมีโควิดระบาดทั่วโลก แต่รายได้ของบริษัทฯ ยังเป็นไปตามแผน 5 ปี( 2564-2568 ) ที่มีเป้าหมาย ผลประกอบการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป เปิดเผยว่า แม้จะมีโควิดระบาดทั่วโลก แต่รายได้ของบริษัทฯ ยังเป็นไปตามแผน 5 ปี( 2564-2568 ) ที่มีเป้าหมาย ผลประกอบการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ซึ่งในปี 63 ไทยยูเนี่ยนมียอดขายอยู่ที่ระดับ 132,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9 % มีกำไรสุทธิ 6,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63.7 % โดยบริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผล 40 สตางค์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 81.8% รวมทั้งปีปันผล 72 สตางค์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 53.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ ปี 2564 บริษัทปรับวงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 6.5 พันล้านบาท จากเดิมกำหนดวงเงินลงทุนไว้ที่ 4.5 พันล้านบาท โดยมีเป้าหมายจะสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปลาโรงงานอาหารสำเร็จรูปในไทยที่ได้รับการอนุมัติการลงทุนแล้ว และ การสร้างห้องเย็นเก็บวัตถุดิบที่ประเทศกานา
สำหรับโรงงานที่สมุทรสาคร ขณะนี้ได้เปิดดำเนินการเต็ม 100% ผลิตได้เต็มกำลังและได้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยในช่วงที่ผ่านมา หลังจากต้องลดกำลังผลิตลงเนื่องจากพบคนงานติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการแยกคนป่วยไปรักษาและตรวจพนักงานทุกคนจนครบแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้วก็จะคงมาตรการเข้มงวดการตรวจคัดกรองโควิด-19 ต่อไป
สำหรับปี 2563 ที่ผ่านมาแม้ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ก็ตามจะเห็นว่าความต้องการผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าของไทยยูเนี่ยนนั้นสูงขึ้นเนื่องจากคนหันมาทำอาหารรับประทานเองที่บ้านบวกกับผู้บริโภคหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพและอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้นด้วย ไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานคู่ค้าและระบบซัพพลายเชนทั้งหมดเพื่อที่จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและผลิตสินค้าที่ปลอดภัยได้คุณภาพให้กับผู้บริโภคทั่วโลก
ปัจจุบันไทยยูเนี่ยนได้ลงทุนในสตาร์ทอัพ 6 บริษัทด้วยกัน ทั้งนี้ ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนอีก 2 แห่งที่เน้นธุรกิจใหม่ๆ ในการนำนวัตกรรมเข้ามาเป็นหลักในการทำธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ลงทุนในสตาร์ทอัพ 4 บริษัทด้วยกัน โดยสามบริษัทแรกจากโครงการสเปซ-เอฟ ได้แก่ มันนา ฟู้ดส์ บริษัทโปรตีนทางเลือก อัลเคมี ฟู้ดเทค ธุรกิจนวัตกรรมอาหารสำหรับผู้ป่วยและ บริษัท ไฮโดรนีโอ บริษัทเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ส่วนบริษัทที่สี่คือ วิสไวร์ส นิวโปรตีน อีกหนึ่งบริษัทเงินทุนสัญชาติสิงคโปร์ ที่ทำธุรกิจบริหารกองทุนที่มองหาโอกาสความร่วมมือและร่วมลงทุนในเทคโนโลยีอาหาร ถึงแม้ว่าตลาดโปรตีนทางเลือกในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่สำหรับตลาดสินค้าประเภทดังกล่าวในระดับโลกนั้นถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่สูง โดยปัจจุบันตลาดโปรตีนทางเลือกของโลกนั้นมีขนาดถึง 12,800 ล้านดอลลาร์และยังมีแนวโน้มว่าจะเติบโตในช่วงระหว่าง ปี 2562-2568 ถึง 6.8% เฉลี่ยต่อปี






