QH - ถือ

QH - ถือ

ใช้กลยุทธ์ดำเนินธุรกิจแบบอนุรักษ์นิยม

Event

ประชุมนักวิเคราะห์

Impact

มีแผนจะเปิดโครงการใหม่แค่ 3 โครงการในปี 2564F มูลค่า 5.3 พันล้านบาท (+16% YoY)

บริษัทยังคงกำหนดแผนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้แบบอนุรักษ์นิยม โดยจะเปิดแค่ 3 โครงการแนวราบมูลค่า 5.3 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 16% YoY จากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว) แต่ในด้านบวก QH จะยังคงเน้นตลาดกลุ่มที่ระดับราคาอยู่ระดับกลางถึงสูง ซึ่งมีราคาเฉลี่ยต่อยูนิตที่ 6.3 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน อัตราการปฏิเสธสินเชื่อในปี 2563 ลดลงมาอยู่ที่ 11% จาก 18% ในปี 2562 เนื่องจากผู้ซื้อบ้านในปี 2563 มี profile รายได้ดีกว่าเมื่อปี 2562 ทั้งนี้ ผู้บริหารคาดว่าแนวโน้มอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังคงไม่น่าห่วงในปี 2564F

จะเดินหน้าจัดหนักแคมเปญส่งเสริมการขายโครงการคอนโดมิเนียม

QH จะรุกจัดแคมเปญส่งเสริมการขายคอนโดมิเนียมทุกโครงการ ยกเว้น Q สุขุมวิท ดังนั้น เราจึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการคอนโดมิเนียมที่ขายในปี 2564F จะยังคงอ่อนแออยู่ที่ 20-22% (เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 32%)

ปรับลดประมาณการกำไรปี 2564-65F ลง 2%/1%

เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2564-65F ลงเพื่อสะท้อนการปรับสมมติฐานหลายปัจจัย (Figure 5) ได้แก่ i) ปรับลดส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือ และอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการคอนโดมิเนียม และ ii) ปรับลดสัดส่วน SG&A ต่อยอดขายจากการคุมเข้มค่าใช้จ่าย

แนวโน้มกำไรในปี 2564F

เราคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2564F จะเพิ่มขึ้น 12% YoY เป็น 2.4 พันล้านบาท เนื่องจาก i) ยอด presales และยอดโอนจะเพิ่มขึ้น 7% YoY และ 8% YoY ตามลำดับ (Figure 2 และ Figure 3) ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากโครงการแนวราบ ii) อัตรากำไรขั้นต้นจะขยับเพิ่มขึ้น 30bps YoY จากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว และการฟื้นตัวของธุรกิจให้เช่า iii) ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือจะเพิ่มขึ้น 9% YoY เป็น 1.7 พันล้านบาท

Valuation & Action

เราขยับไปใช้ราคาเป้าหมาย SOTP กลางปี 2565F ที่ 2.60 บาท (อิงจากมูลค่าธุรกิจ conventional ที่ 0.80 บาท และ ธุรกิจการลงทุนที่ 1.80 บาท) ทั้งนี้ แม้จะพิจารณาแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรในอนาคตแล้วแต่ QH ก็เหลือ upside จำกัด นอกจากนี้ โมเมนตั้มของกำไรก็ยังขึ้นกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครืออย่างมาก (70% ของกำไรสุทธิในปี 2564F) เพราะธุรกิจหลักของบริษัทดำเนินกลยุทธ์แบบอนุรักษ์นิยม

Risks

ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอลง