background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

'ดิเอราวัณ' ลุยลงทุนหมื่นล้าน! บุก 'ฮ็อปอินน์' ลดพึ่งทัวริสต์ต่างชาติ

'ดิเอราวัณ' ลุยลงทุนหมื่นล้าน! บุก 'ฮ็อปอินน์' ลดพึ่งทัวริสต์ต่างชาติ

หลังจาก “ดิ เอราวัณ กรุ๊ป” ริเริ่มไอเดียปั้นแบรนด์ “ฮ็อปอินน์” (Hop Inn) โรงแรมราคาประหยัดหรือ “บัดเจ็ท โฮเทล” เรือธง! ในการลงทุนและบริหารเองเมื่อปี 2555 โดยเปิดให้บริการแห่งแรกเมื่อปี 2557

เพื่อสร้างความหลากหลายของโรงแรมในพอร์ตฟอลิโอ ไม่ให้กระจุกอยู่เฉพาะระดับลักชัวรีและระดับกลาง หวังเจาะเซ็กเมนต์ใหม่ที่มีคู่แข่งน้อย กระทั่ง “ฮ็อปอินน์” กลายเป็นหัวหอกสำคัญในการขยายอาณาจักร ณ สิ้นปี 2563 บริษัทมีโรงแรมทุกระดับรวม 73 แห่งในไทยและฟิลิปปินส์ คิดเป็นจำนวนห้องพักกว่า 9,802 ห้อง

เพชร ไกรนุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ฉายภาพว่า ทิศทางการลงทุนตามแผน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2568 ของดิเอราวัณกรุ๊ป หลังเผชิญวิกฤติโควิด-19 เมื่อปีที่ผ่านมา คาดว่าจะใช้เม็ดเงิน 8,000-10,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนและพัฒนาโรงแรมโดยบริษัทเองหรือการเข้าซื้อกิจการ

โฟกัสหลักอยู่ที่การลงทุนขยายเครือข่ายแบรนด์ “ฮ็อปอินน์” ให้เติบโต 2 เท่า สู่เป้าหมายการเป็นผู้นำโรงแรมบัดเจ็ทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก!

เฉพาะประเทศไทย จะเพิ่มโรงแรมฮ็อปอินน์เป็น 100 แห่ง มีจำนวนห้องพักมากกว่า 7,000 ห้องในปี 2568 จากปัจจุบันมี 46 แห่ง คิดเป็นจำนวนห้องพักกว่า 3,600 ห้อง โดยมีโรงแรมที่อยู่ระหว่างพัฒนา 7 แห่งใหม่ คิดเป็น 648 ห้อง ได้แก่ กรุงเทพฯ 3 แห่ง ขณะที่นครราชสีมา น่าน มหาสารคาม และชัยภูมิ จังหวัดละ 1 แห่ง

ส่วนประเทศฟิลิปปินส์ จะเน้นสร้างเครือข่ายขยายไปเมืองอื่นๆ นอกจากกรุงมะนิลา ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของโรงแรมฮ็อปอินน์ในปัจจุบัน ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 15 แห่ง จากปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 5 แห่ง คิดเป็น 843 ห้อง และอยู่ระหว่างพัฒนาอีก 5 แห่งใหม่ คิดเป็นจำนวน 937 ห้องพัก

นอกเหนือจากฟิลิปปินส์ บริษัทยังมองหาโอกาสขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีความน่าสนใจของตลาดท่องเที่ยวในประเทศ เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะปักธงแบรนด์ฮ็อปอินน์ในประเทศใดเพิ่ม เพราะยังต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนเพิ่มเติม

สำหรับรายละเอียดของแผนการใช้เงินลงทุน 5 ปี ที่ 8,000-10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนพัฒนาโรงแรมฮ็อปอินน์แห่งใหม่ 12 แห่ง แยกเป็นในไทย 7 แห่ง และในฟิลิปปินส์อีก 5 แห่ง จำนวน 1,500 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาทั่วไปของโรงแรมที่มีอยู่ จำนวน 2,500 ล้านบาท และที่เหลือสำหรับโครงการที่มีศักยภาพในอนาคต

“ดิเอราวัณกรุ๊ปตั้งเป้าหมายขยายเครือข่ายจำนวนโรงแรมฮ็อปอินน์เติบโตเป็นเท่าตัวในอีก 5 ปีข้างหน้า ตามกลยุทธ์ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังจากวิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อตลาดต่างชาติอย่างหนัก ด้วยการให้น้ำหนักกับการบุกตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น

ประกอบกับแบรนด์ฮ็อปอินน์เป็นเซ็กเมนต์ที่มีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง ได้รับผลกระทบช้า และฟื้นตัวเร็วที่สุด! โดยสามารถทำมาร์จิ้นได้สูงถึง 50% แตกต่างจากมาร์จิ้นของโรงแรมระดับลักชัวรีและระดับกลางซึ่งอยู่ที่ 35% และ 40% ตามลำดับในสถานการณ์ปกติ บริษัทจึงตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA ของกลุ่มโรงแรมฮ็อปอินน์ เพิ่มจาก 16% เมื่อปี 2562 เป็นมากกว่า 40% ในปี 2568 เพื่อให้การขยายโรงแรมในพอร์ตโฟลิโอของบริษัทฯเติบโตอย่างมั่นคง ส่วนโรงแรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฮ็อปอินน์ ยังต้องรอการฟื้นตัวของตลาดต่างชาติเที่ยวไทย

เพชร เล่าอีกว่า เพื่อเป็นการสร้าง “ความพร้อมทางการเงิน” สำหรับรองรับการเติบโตตามแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทจึงได้อนุมัติแผนเพิ่มทุนจำนวน 3,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนโดยการจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน (Rights Offering) จำนวน 2,000 ล้านบาท คาดจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2564 และการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญจำนวน 1,000 ล้านบาท ซึ่งมีอายุ 3 ปีนับจากวันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ และมีกำหนดการใช้สิทธิในเดือนมิ.ย.2567 ทั้งนี้การเพิ่มทุนของบริษัทจะต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 เม.ย.2564

วรมน อิงคตานุวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายบริหารการเงินและเทคโนโลยีสารสนเทศ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป กล่าวเสริมว่า  ผลประกอบการปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 2,348 ล้านบาท ติดลบ 64% เมื่อเทียบกับรายได้รวม 6,439 ล้านบาทของปี 2562 โดยบริษัทได้บริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงได้ตามเป้าหมายที่ 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้ ณ สิ้นปีที่ผ่านมาขาดทุนสุทธิ 1,715 ล้านบาท ติดลบจากปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิ 446 ล้านบาท