ปฏิเสธไม่ได้ว่า โรคโควิด-19 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งในภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะเศรษฐกิจของไทยที่ได้รับผลกระทบต่อจีดีพีติดลบ6.1% เกือบต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน
คงจะดีไม่น้อย หากนักธุรกิจและนักลงทุนหันมาตระหนักถึงสภาวะทางเศรษฐกิจแบบเดิมที่ไม่แน่นอน และเล็งเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของกลุ่มธุรกิจแห่งอนาคตมากขึ้น
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจเก่า (Old Economy) เข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจเก่าอยู่ในขณะนี้ไม่สามารถแข่งขันกับความผันผวนของตลาดได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจสายการบิน การท่องเที่ยว และการเดินทาง ตลาดหุ้นไทยเองเป็นตัวอย่างของภาพสะท้อนของตลาดหุ้นที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจใหม่ได้ เนื่องจากจำนวนหุ้นในตลาดส่วนใหญ่ยังคงเกาะเกี่ยวอยู่กับกระแสของเศรษฐกิจเก่า ส่งผลให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยไม่สดใสเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศหลักอื่นๆ
ทั้งนี้ นักลงทุนควรเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ผ่านกลยุทธ์การลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคต อาทิ ธุรกิจที่พึ่งพิงภาคบริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เช่น ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจพลังงานสะอาด แพลตฟอร์มเพื่อการศึกษาแบบออนไลน์ ไปจนถึงการแพทย์ทางไกล ซึ่งกำลังเป็นกระแสแรง ตอบโจทย์ผู้บริโภค และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในยุค New Normal โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจำนวนประชากรที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นถึง 40 ล้านคน* ภายในปีที่ผ่านมา และอีกกว่า 1 ใน 3* ของประชากรในภูมิภาคเป็นผู้ใช้ใหม่จากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19
แนวโน้มด้านเศรษฐกิจและการลงทุนต่อจากนี้จะถูกขับเคลื่อนโดยพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เราจะยังคงเห็นการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกหลากหลายอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมโยงการใช้ชีวิตดิจิทัล การค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ความปลอดภัยด้านไซเบอร์ การผลิตสินค้าโดยใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ รถแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานสะอาด และที่น่าจับตามองคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่โดดเด่นมากแม้ว่าจะเป็นประเทศแรกของโลกที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากโรคโควิด-19 ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าประเทศจีนจะกลับมาเติบโตสูงถึง 7.9 เปอร์เซนต์* ภายในปีนี้ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียจะเติบโตเพียง 4.9 เปอร์เซนต์* เท่านั้น นอกจากนี้ ความก้าวล้ำด้านเทคโนโลยีของประเทศจีนก็จะยิ่งทรงอิทธิพลต่อธุรกิจที่ทำการค้าขายเกี่ยวข้องกับประเทศจีน ให้ยังคงเกาะเกี่ยวกับกระแสเศรษฐกิจใหม่ไปด้วยนั่นเอง
วิกฤติในครั้งนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงทิศทางการลงทุน เร่งการเกิดกระแสเศรษฐกิจใหม่ และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่มธุรกิจแห่งอนาคตจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในเทรนด์การลงทุนแห่งยุค ผู้นำธุรกิจและนักลงทุนต้องก้าวให้ทันกระแสความเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มต้นศึกษาเทรนด์การลงทุนทั่วโลก ลงทุนในกองทุนที่รวบรวมธุรกิจแห่งอนาคตของโลก เช่น กองทุนรวม Mega Trends, กองทุนด้าน E-commerce, Robotics, AI, Golden Age และกองทุนด้าน Healthcare ที่ลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านสุขภาพและการแพทย์ทั่วโลก ครอบคลุมทั้งบริษัทยาและโรงพยาบาลซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตสูง
KBank Private Banking มองว่าธุรกิจและรูปแบบการลงทุนที่จะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ในยุคนี้ต้องก้าวทันกระแสโลก เช่นเดียวกับมุมมองของนักลงทุนที่ควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจแบบรอบด้าน พร้อมปรับตัวอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถนำองค์ความรู้จากการศึกษาและลงทุนในกลุ่มธุรกิจแห่งอนาคตมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจภายในประเทศ และเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างผู้ชนะ








