วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

รัฐสภาเห็นชอบให้สัตยาบันไทยร่วมอาร์เซ็ป

รัฐสภาเห็นชอบให้สัตยาบันไทยร่วมอาร์เซ็ป

พาณิชย์เผย วานนี้ (9ก.พ.) รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบให้ไทยเป็นภาคีความตกลงอาร์เซ็ป หลังลงนามเมื่อ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา เตรียมออกประกาศระเบียบการค้าสอดคล้องข้อตกลง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า  ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ การให้สัตยาบัน การเข้าเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership Agreement : RCEP) ซึ่งเป็นเจตจำนงร่วมกันกับทั้ง 15 ประเทศที่ต้องการให้อาร์เซ็ปมีผลบังคับใช้โดยเร็วและทันทีที่มีการลงนามวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งได้สั่งการให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศรีบดำเนินการในการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพราะยังมีภารกิจหลังจากนี้อีก 4 – 5 เรื่อง กว่าจะนำไปเสนอการให้สัตยาบันต่อเลขาธิการอาร์เซ็ป ที่จาการ์ตาได้

“เรื่องนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับประเทศไทย โดยเฉพาะเกษตรกรจะได้ประโยชน์เต็มๆ ซึ่งไทยมีพืชเกษตรที่มีความสามารถในการแข่งขันก็สามารถส่งออกไปยัง 14 ประเทศ โดยทำให้ภาษีเป็นศูนย์ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นแป้งมัน สินค้าประมง สับปะรด ยาง ผัก ผลไม้แปรรูป ซึ่งมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเป็น เอสเอ็มอี และเป็นเกษตรกรโดยตรง”

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินการของไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องเร่งออกประกาศที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎกระทรวงในการลดเลิกอัตราภาษีศุลกากร กฎระเบียบเรื่องการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และเงื่อนไขการนำเข้าสินค้า เป็นต้น เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีความตกลง RCEP รวมถึงจัดทำแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP ซึ่งต้องแล้วเสร็จก่อนความตกลงมีผลใช้บังคับ

 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับความตกลง RCEP เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนของไทย โดย RCEP จะเป็น FTA ฉบับที่ 14 ของไทย โดยจะช่วยสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการในการเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรกว่า 2,200 ล้านคน สินค้าส่งออกหลายรายการของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจะได้รับการลดและยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งจะเปิดตลาดใน RCEP ให้ไทยเพิ่มเติมจาก FTA ที่มีอยู่ เช่น สินค้าประมง แป้งมันสำปะหลัง สัปปะรด น้ำมะพร้าว น้ำส้ม อาหารแปรรูป ผักและผลไม้แปรรูป เป็นต้น

“ความตกลง RCEP ยังช่วยให้ผู้ประกอบการ และ SMEs ของไทยสามารถลดต้นทุนและวางแผนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังได้ประโยชน์จากกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเดียวกัน มีกฎระเบียบทางการค้าและพิธีการศุลกากรที่โปร่งใส ชัดเจน ลดขั้นตอนและความซับซ้อนจากเดิม ซึ่งช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมการค้าที่โปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ RCEP ยังกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ รวมถึงคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับการค้าออนไลน์ และทำให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคได้ประโยชน์จากความตกลง RCEP มากขึ้น” นางอรมนกล่าว

สำหรับในปี 2563 การค้าของไทยกว่าครึ่งพึ่งพาตลาด RCEP โดยการค้ารวมระหว่างไทยกับสมาชิก RCEP มีมูลค่า 2.52 แสนล้านดอลลาร์  หรือประมาณ 7.87 ล้านล้านบาท (57.5% ของการค้ารวมของไทย) โดยไทยส่งออกไป RCEP มูลค่า 1.23 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.83 ล้านล้านบาท  สัดส่วน 53.3% ของการส่งออกไทย สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เป็นต้น